ทำไมฟุตบอลถึงมีการทดเวลาบาดเจ็บไม่เท่ากัน
เคยสงสัยไหมว่าทำไมบางนัดทดเวลาแค่ 3 นาที แต่บางนัดทดยาวถึง 10 กว่านาที ไม่ใช่เพราะกรรมการมีอารมณ์ต่างกัน แต่เป็นเพราะกติกาบอกให้นับเวลาที่เสียไปจริง ๆ คืนกลับมาให้ครบ
นาฬิกาบอลไม่เคยหยุดเดิน แม้บอลจะไม่ได้เล่น
ต่างจากกีฬาอเมริกันที่นาฬิกาหยุดทุกครั้งที่เกมหยุด ฟุตบอลปล่อยให้นาฬิกาเดินต่อเนื่องตลอด 45 นาทีต่อครึ่ง แม้จะมีการเปลี่ยนตัว บาดเจ็บ ฉลองประตู หรือเรียกตรวจ VAR ก็ตาม นั่นแปลว่าเวลาที่ลูกบอลไม่ได้อยู่ในการเล่นจริง ๆ หายไปจากเกมเป็นระยะ ๆ ตลอดทั้งนัด
กติกาข้อ 7 ของ IFAB (คณะกรรมการที่กำหนดกฎฟุตบอลของโลก) ระบุไว้ชัดว่ากรรมการต้องคืนเวลาที่เสียไปกลับมาให้ครบในช่วงท้ายครึ่ง โดยนับรวมเวลาที่เสียจากการเปลี่ยนตัว ใบเหลือง-ใบแดง อาการบาดเจ็บ การโต้เถียงกับกรรมการ และการตรวจสอบ VAR
จุดเปลี่ยนสำคัญคือฟุตบอลโลก 2022 ที่กาตาร์
ก่อนปี 2022 กรรมการมักประเมินเวลาทดแบบคร่าว ๆ ทำให้ทดเวลาเฉลี่ยอยู่แค่ 3-5 นาทีต่อครึ่งเท่านั้น แต่หลังจาก Pierluigi Collina หัวหน้าฝ่ายกรรมการของ FIFA ผลักดันให้นับเวลาที่เสียจริงอย่างเคร่งครัดในฟุตบอลโลกที่กาตาร์ ตัวเลขทดเวลาเฉลี่ยในนัดรอบแรกพุ่งขึ้นไปถึง 11 นาที 8 วินาทีต่อนัด และนัดอังกฤษพบอิหร่านก็ทำสถิติทดเวลารวมสองครึ่งสูงถึง 27 นาที
พรีเมียร์ลีกเริ่มใช้แนวทางเดียวกันตั้งแต่ฤดูกาล 2023-24 และฟุตบอลโลก 2026 ที่กำลังแข่งอยู่ตอนนี้ก็ใช้มาตรฐานเดียวกันต่อเนื่อง ทำให้แฟนบอลเห็นทดเวลา 10-15 นาทีในบางนัดกลายเป็นเรื่องปกติไปแล้ว
ทำไมแต่ละนัดถึงทดเวลาไม่เท่ากัน
เหตุผลตรงไปตรงมา คือแต่ละนัดมีเหตุการณ์ที่ทำให้เสียเวลาไม่เท่ากัน กรรมการและผู้ช่วยกรรมการคนที่ 4 จะจับเวลาที่เสียไปแบบเรียลไทม์ตลอดครึ่ง โดยมีกรอบเวลาโดยประมาณที่ใช้กันในบอลระดับสูงคือ ราว 30 วินาทีต่อการเปลี่ยนตัวหนึ่งครั้ง, 60-90 วินาทีต่อการฉลองประตูหนึ่งครั้ง, เวลาจริงที่ใช้ตรวจสอบ VAR แต่ละครั้ง (มักอยู่ที่ 2-3 นาที), และ 60-180 วินาทีสำหรับอาการบาดเจ็บที่ต้องรักษาในสนาม ยิ่งนัดไหนมีประตูเยอะ เปลี่ยนตัวเยอะ หรือ VAR ต้องตรวจสอบหลายจังหวะ ทดเวลาก็ยิ่งยาวตามไปด้วย
ตัวเลขบนป้ายที่ผู้ช่วยกรรมการชูขึ้นก่อนหมดเวลาก็ไม่ใช่ตัวเลขตายตัวเช่นกัน มันคือ "เวลาขั้นต่ำ" เท่านั้น ถ้าระหว่างทดเวลามีเหตุการณ์ที่ทำให้เสียเวลาเพิ่มอีก เช่น เปลี่ยนตัวหรือฉลองประตู กรรมการมีสิทธิ์ยืดเวลาทดต่อได้อีก และถ้ามีจุดโทษเกิดขึ้นในนาทีสุดท้ายของเวลาทด กรรมการจะไม่เป่าจบเกมจนกว่าการเตะจุดโทษและจังหวะต่อเนื่องจะจบสมบูรณ์
สรุป
ทดเวลาบาดเจ็บที่ยาวขึ้นเรื่อย ๆ ในไม่กี่ปีที่ผ่านมาไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นผลจากการที่ FIFA และ IFAB ตัดสินใจนับเวลาที่เสียไปอย่างตรงไปตรงมา แทนที่จะกะประมาณคร่าว ๆ เหมือนเดิม ครั้งหน้าที่เห็นป้ายทดเวลาโชว์เลข 10 นาทีกว่า ก็รู้ไว้ว่านั่นคือเวลาที่เกมหยุดไปจริง ๆ ที่กรรมการนับคืนให้แฟนบอลได้ดูบอลครบ ไม่ใช่กรรมการใจดีเป็นพิเศษ