ทำไมคนเก่งบางคน ยังรู้สึกว่าตัวเองไม่เก่งพอ
เคยรู้สึกไหมว่าต่อให้ทำผลงานออกมาดีแค่ไหน ได้รับคำชมมากเท่าไหร่ ลึกๆ ก็ยังคิดว่า "เดี๋ยวก็มีคนจับได้ว่าจริงๆ แล้วเราไม่เก่งขนาดนั้น" ความรู้สึกนี้มีชื่อเรียกทางวิทยาศาสตร์ว่า Impostor Syndrome และที่น่าแปลกใจคือ ยิ่งคนเก่งและประสบความสำเร็จมากเท่าไหร่ ยิ่งมีโอกาสเป็นมากขึ้นเท่านั้น
จุดเริ่มต้นจากงานวิจัยปี 1978
คำว่า Impostor Phenomenon ถูกตั้งขึ้นครั้งแรกโดยนักจิตวิทยา Pauline Clance และ Suzanne Imes จากมหาวิทยาลัย Georgia State ในปี 1978 จากการศึกษาผู้หญิงที่ประสบความสำเร็จสูงกว่า 150 คน พวกเธอพบว่าแม้ผู้เข้าร่วมงานวิจัยจะมีผลงานและวุฒิการศึกษาที่ยืนยันความสามารถชัดเจน แต่หลายคนยังเชื่อลึกๆ ว่าตัวเองไม่ได้ฉลาดจริง และสิ่งที่ทำสำเร็จมาทั้งหมดเกิดจากโชคหรือการหลอกคนอื่นให้เข้าใจผิด งานวิจัยชิ้นนี้ตีพิมพ์ในวารสาร Psychotherapy: Theory, Research and Practice และกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการศึกษาเรื่องนี้อย่างจริงจังในเวลาต่อมา
วงจรความคิดที่วนซ้ำไม่รู้จบ
สิ่งที่ทำให้ Impostor Syndrome อยู่ได้นานคือ "วงจร" พฤติกรรมที่วนซ้ำ เมื่อได้รับงานหรือความรับผิดชอบใหม่ คนที่มีอาการนี้มักตอบสนองด้วยสองทางคือ ทำงานหนักเกินความจำเป็นเพื่อป้องกันความผิดพลาด หรือผัดวันประกันพรุ่งจนใกล้เส้นตายแล้วค่อยเร่งทำ ทั้งสองทางเมื่อผลงานออกมาสำเร็จ สมองกลับไม่ตีความว่า "เพราะฉันเก่ง" แต่ตีความว่า "เพราะฉันพยายามหนักมาก" หรือ "แค่โชคดี" ความสำเร็จจึงไม่เคยถูกนำมาสะสมเป็นความมั่นใจ วนกลับไปสู่ความกังวลรอบใหม่ทุกครั้งที่มีงานใหม่เข้ามา
ยิ่งเก่งยิ่งเสี่ยง เพราะเป็นเรื่องของการตีความ ไม่ใช่ความสามารถจริง
งานวิจัยเชิงระบบ (systematic review) ที่ตีพิมพ์ใน Journal of General Internal Medicine ปี 2019 ซึ่งรวบรวมข้อมูลจาก 62 การศึกษาและผู้เข้าร่วมกว่า 14,000 คน พบว่าอัตราการเกิด Impostor Syndrome แตกต่างกันมากตั้งแต่ 9% ไปจนถึง 82% ขึ้นอยู่กับเครื่องมือวัดและกลุ่มตัวอย่าง แต่ที่ชัดเจนคือมันเกิดกับทั้งผู้ชายและผู้หญิง แม้บางการศึกษาจะพบว่าผู้หญิงมีแนวโน้มรายงานความรู้สึกนี้สูงกว่าเล็กน้อย ผลการศึกษาในภาพรวมยังไม่ฟันธงไปทางใดทางหนึ่งชัดเจน และพบมากเป็นพิเศษในกลุ่มคนที่มีผลงานโดดเด่นจริง เช่น นักศึกษาแพทย์และนักวิชาการ
เหตุผลที่คนเก่งเสี่ยงมากกว่าคนทั่วไปคือ ยิ่งอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ท้าทายและแข่งขันสูง ยิ่งมีโอกาสเจอสถานการณ์ที่ต้องพยายามหนักเพื่อให้สำเร็จ และทุกครั้งที่ต้องพยายาม สมองก็ยิ่งตีความว่านั่นคือหลักฐานว่า "ตัวเองไม่เก่งพอโดยธรรมชาติ" ทั้งที่ในความเป็นจริง การต้องพยายามคือเรื่องปกติของทุกคนที่กำลังเติบโต ไม่ใช่สัญญาณของการขาดความสามารถ
เอาไปเล่าต่อได้เลยว่า...
Impostor Syndrome ไม่ใช่อาการที่เกิดกับคนไม่เก่ง แต่เป็นกับดักทางความคิดที่เกิดกับคนเก่งและทำงานหนักเป็นพิเศษ เพราะสมองตีความความพยายามและความสำเร็จผิดทาง จนไม่เคยสะสมเป็นความมั่นใจในตัวเองได้จริง ครั้งหน้าที่รู้สึกว่าตัวเอง "ไม่เก่งพอ" ทั้งที่ผลงานพิสูจน์ตรงกันข้าม ก็รู้ไว้ว่านั่นอาจไม่ใช่ความจริง แต่เป็นแค่วงจรความคิดที่คนเก่งอีกนับล้านคนทั่วโลกก็กำลังเจอเหมือนกัน
แหล่งอ้างอิง: