10 ข้อปฎิบัติเพื่อขี่จักรยานปลอดภัยในสนามเขียว

สนามเขียว หรือเลนจักรยานสีเขียวที่สนามบินสุวรรณภูมิ เริ่มได้รับความนิยมจากนักขี่จักรยานมากขึ้นเรื่อย ๆ ในแต่ละครั้งที่ผมไปขี่จักรยานที่สนามเขียว ลานจอดรถแทบจะเต็มทุกครั้งในวันหยุด ยิ่งเมื่อนักปั่นมีเยอะมากขึ้น อุบัติเหตุต่าง ๆ ย่อมมากขึ้นเป็นเงาตามตัว ผมเลยขอเขียนแนะนำข้อสังเกตและข้อปฎิบัติเพื่อลดหรือเลี่ยงอุบัติเหตุ ในการขับขี่จักรยานที่สนามเขียวกันครับ

Ride Safely on Green Lane

(Photo Credit : May Limpetcharakul)

1. ทางเข้าสนามเขียว เข็นเข้าไปปลอดภัยกว่า

ตรงทางเข้าสนามเขียว ช่วงแถวๆ ที่แลกบัตรเข้าสนาม จนถึงปากทางเข้าสนาม มักจะมีนักปั่นต่อคิวกันเข้า และมีนักปั่นมารอเพื่อน ๆ ที่ยังมาไม่ถึง หรือยังปั่นไม่เสร็จกันอยู่เป็นจำนวนมาก หากปั่นเข้ามาอาจเสี่ยงต่อการเฉี่ยวชน ผมจึงขอแนะนำให้เข็นเข้ามาช้า ๆ ปลอดภัยกว่าแน่นอนครับ

2. เริ่มออกตัวจากจุดสตาร์ท มองซ้ายก่อนออกเสมอ

บางครั้งนักปั่นที่ขี่มาแบบไม่หยุดพัก มักจะปั่นมาด้วยความเร็วเพื่อต่อสู่รอบถัดไป ดังนั้นหากเราเพิ่งจะออกตัว ลองมองด้านที่มีรถจักรยานมาเสมอ น่าจะช่วยลดโอกาสเกิดอุบัติเหตุจากการชนกันกับคนที่ปั่นมาเร็ว ๆ ได้

3. ขี่ช้าเลนซ้าย ขี่เร็วเลนขวา

เมื่อออกไปแล้ว พึงระลึกเสมอว่า หากเราปั่นช้ากว่าความเร็วสนาม ให้ชิดอยู่เลนซ้าย ส่วนหากปั่นเร็วกว่าความเร็วสนาม ก็ให้วิ่งเลนขวา แต่หากแซงแล้ว ลองชิดอยู่เลนซ้ายบ้างก็ดีครับ เพราะบางทีอาจมีนักปั่นที่ปั่นเร็วกว่าเราแซงมาทางขวาก็เป็นได้

4. ใจเขาใจเรา เดาทางนักปั่น

ที่สนามเขียวมีนักปั่นจักรยานที่มีประสบการณ์และมีวัตถุประสงค์ต่างกัน มาปั่นร่วมกันเป็นจำนวนมาก มีตั้งแต่นักปั่นมือใหม่ นักปั่นที่มากับครอบครัว นักปั่นสายความเร็วที่ต้องการทำสถิติใหม่ของตัวเอง เป็นต้น แต่ละคนย่อมมีแนวการขับขี่ที่ต่างกัน แต่เมื่อสนามเขียวเป็นสถานที่ที่นักปั่นมาปั่นร่วมกัน ดังนั้นต้องคอยเดาทางนักปั่นแต่ละประเภทครับ เช่นมือใหม่ มักขี่แบบเก้ ๆ กัง ๆ ซึ่งเขาเองอาจจะกำลังฝึกขี่จักรยานอยู่ อาจคอนโทรลรถจักรยานเลยได้ไม่คล่อง สิ่งที่ต้องระวังคือ นักปั่นมือใหม่เหล่านี้ อาจมีการเปลี่ยนเลนหรือเลี้ยวหันหัวกระทันหัน ดังนั้น เมื่อเราขี่ตามมา ควรเว้นระยะห่างด้านล่างพอสมควร เช่นหนึ่งเมตรเป็นต้น ส่วนนักปั่นแนวครอบครัว เรามักจะเห็นพ่อแม่พาเด็ก ๆ มาขี่จักรยาน แนวทางการขับขี่ของนักปั่นแนวครอบครัวจะคล้าย ๆ กับแนวมือใหม่ คือขี่จักรยานช้าเนื่องจากคอยระมัดระวังความปลอดภัยให้ลูก และเด็ก ๆ ก็มักจะขี่ไม่เร็วมากครับ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นได้คือ เด็ก ๆ อาจเลี้ยวกะทันหัน หรือเปลี่ยนเลนกะทันหัน ดังนั้น เว้นระยะห่างด้านข้างอย่างน้อย 1 เมตรก็น่าจะพอช่วยได้ ส่วนนักปั่นมือเก๋า คอนโทรลรถค่อนข้างจะคล่อง แต่มักจะปั่นเร็ว อาจมีการแซงคนที่ช้ากว่าออกมาได้

5. มองหลัง + ให้เสียง ก่อนออกตัวแซง

สิ่งที่ควรทำก่อนแซงเสมอคือ มองหลัง ดูว่าทางสะดวกที่จะแซงหรือเปล่า หรือว่ามีจักรยานอื่น ๆ มาอยู่ในระยะอันตรายหรือไม่ และอีกสิ่งหนึ่งก็คือ การให้เสียง บอกคนที่เราจะแซง เช่น ตะโกน (ดังเหมาะสม) ว่าแซงขวานะครับ หากเราลากขบวนมาด้วย บอกด้วยก็ดีความจะแซงกี่คัน เช่น แซงขวานะครับ มี 3 คัน เป็นต้น ที่เราต้องทำสิ่งเหล่านี้เพราะว่าจักรยานเป็นรถที่เสียงเบา คนที่ขี่อยู่มันโดนเสียงลมตีเข้าหู ทำให้ไม่ค่อยได้ยินเสียงจักรยานที่มาจากด้านหลัง

6. หมั่นสังเกตสัญญานมือ อย่ามองแต่ล้อคนข้างหน้า

คนที่ปั่นอยู่ข้างหน้า ควรเป็นผู้ให้สัญญานมือ เมื่อต้องการเปลี่ยนเลน หรือเมื่อมีอุปสรรคข้างหน้า เพื่อบอกให้ผู้ที่ปั่นตามหลังระมัดระวัง ส่วนผู้ที่ปั่นตาม ก็ควรมองดูสัญญานมือของคนข้างหน้าด้วย อย่ามองแต่พื้น หรืออย่ามองแต่ล้อหลังของคนข้างหน้าอย่างเดียวนะครับ

7. หากขี่ไม่แข็ง ไม่ควรร่วมขบวนจักรยานด่วน

ผู้ที่ขี่จักรยานยังไม่แข็ง ผมแนะนำว่าอย่าเพิ่งเข้าไปร่วมขบวนจักรยานด่วน ๆ ที่มักมีผู้ตามเป็นพรวน เพราะว่าหากมีการผิดคิวกันนิดเดียว จะล้มกันเป็นขบวนเลยครับ อันตรายมาก ๆ ส่วนใหญ่ที่ผมและเพื่อน ๆ ขี่กัน จะขี่ตามกันเฉพาะกลุ่มที่รู้จักกัน และรู้แนวทางการขี่กันดีพอสมควรแล้ว เราจะรู้จักให้สัญญานมือ หรือตะโกนแจ้งเกี่ยวกับสิ่งที่ต้องการสื่อสารกับเพื่อนที่ปั่นตามหลัง

8. เว้นระยะห่างอย่างเหมาะสม

การเว้นระยะ หากเป็นการขี่ต่อ ๆ กันกับเพื่อนของเรา ควรเว้นระยะประมาณ 1 เมตรจากคนข้างหน้า อย่าไปปั่นแบบเหลื่อมล้อกันกับคันข้างหน้า เพราะหากคันข้างหน้าเปลี่ยนเลนกะทันหัน อาจเกิดเหตุการเกี่ยวกับล้มได้

9. ระมัดระวังในจุดเสี่ยงต่าง ๆ

สำหรับการขับขี่ในสนามเขียว จุดเสี่ยงต่าง ๆ คือให้ช่วยโค้งหักศอกแต่ละมุมของสนาม ที่ต้องชะลอความเร็ว เพราะบางครั้งพื้นเปียก อาจจะทำให้ลื่นล้มได้ และจุดเสี่ยงอื่น ๆ คือจุดพักต่างๆ ที่นักปั่นมักจะไปพักหลบแดด หรือเข้าห้องน้ำ เมื่อเห็นนักปั่นจอดพักอยู่ ให้เราหมั่นสังเกต คำแนะนำคือให้ชะลอความเร็ว เพราะบางครั้งนักปั่นที่พักเสร็จแล้ว อาจออกตัวมาโดยไม่ได้มองผู้ที่มาจากข้างหลังก็เป็นได้ครับ

10. หากต้องการจอดที่ทางออก ต้องให้สัญญานและชะลอความเร็ว

เนื่องจากสนามเขียวในช่วงต้นปี 2015 นั้น ยังขับขี่แบบวิ่งตามเข็มนาฬิกา ดังนั้นทางออกจะอยู่ทางด้านขวา หากเราขี่มาแล้วต้องการจะออก ต้องหันไปมองด้านหลัง ดูว่ามีจักรยานคันอื่นตามมาด้านขวาหรือไม่ หากไม่มี หรือระยะห่างพอจะออกได้อย่างปลอดภัย ก็ให้เราให้สัญญานมือว่าจะเข้าทางด้านขวา คือยื่นมือโบกขึ้นลงทางด้านขวา แล้วค่อย ๆ ออกเพื่อความปลอดภัยครับ

 

Active Lifestyle

Running in Pranburi

หลังจากที่บทความที่แล้ว ที่ผมได้เกริ่นไปว่า keng.com จะมีเนื้อหาเปลี่ยนแปลงไป เนื่องจากความสนใจส่วนตัวของผมก็เริ่มเปลี่ยนไป เมื่อมีกิจกรรมใหม่ ๆ เข้ามาในชีวิต ก็ทำให้ผมอยากที่จะพูดถึงมันมากยิ่งขึ้น

สิ่งที่ว่าคือการใช้ชีวิตแบบ Active Lifestyle ซึ่งผมขอเรียกสิ่งนี้ว่าเป็นสิ่งที่ผมกำลังให้ความสนใจมันมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยเริ่มจากปลายปี 2013 ที่ผมได้เริ่มปั่นจักรยาน โดยปั่นแบบจริงจังต่อเนื่องมาเป็นระยะเวลาหนึ่งปี เริ่มเห็นผลชัดเจนว่าสุขภาพร่างกายดีขึ้นเรื่อยๆ น้ำหนักลดลง (โดยกินได้เท่าเดิม หรือมากกว่าเดิม) เรียกได้ว่าร่างกายเปลี่ยนไปเพราะการออกกำลังกายโดยแท้ นอกเหนือจากนี้ผมแทบจะไม่ป่วยเป็นหวัดเลยเป็นระยะเวลาหนึ่งปี คาดว่าคงเป็นเพราะร่างกายแข็งแรงขึ้นเช่นกัน

เมื่อปั่นจักรยานมาได้ปีหนึ่งแล้ว ผมก็เริ่มสนใจกีฬาหลากหลายประเภทมากยิ่งขึ้น เช่นเพิ่มการวิ่ง และการว่ายน้ำเข้ามา ซึ่งสามสิ่งนี้ได้ผนวกมาเป็นกีฬาไตรกีฬา ซึ่งเป็นกีฬาประเภท endurance หรือกีฬาที่ต้องการความทนทานของร่างกายมากขึ้น กีฬาเหล่านี้ไม่ได้ยาก เพียงแต่ต้องมีความตั้งใจในการซ้อม

เว็บไซต์ keng.com ที่เปลี่ยนแปลงเนื้อหามาเขียนเรื่อง Active Lifestyle นั้น ผมต้องการจะเอาประสบการณ์ที่ตัวเองได้พบเจอจากการออกกำลังกาย มาเป็นแรงบันดาลใจให้ท่านผู้อ่านหันมาออกกำลังกายเพื่อสุขภาพบ้างครับ แค่ผู้อ่านหันมาออกกำลังกายเพิ่มขึ้นเพียงหนึ่งคน ผมก็ดีใจแล้วครับ

เตรียมพบกับความเปลี่ยนแปลงใน keng.com

สวัสดีครับ ไม่ต้องแปลกใจหากเข้ามาแล้วไม่เจอเนื้อหาเกี่ยวกับการตลาดดิจิตอลใน keng.com คุณสามารถอ่านเนื้อหาเก่า ๆ ได้ที่ เว็บ kengdotcom.wordpress.com ครับ

สำหรับเว็บ keng.com แห่งนี้ ผมเปิดมาร่วม 14 ปี ผ่านการเปลี่ยนแปลงในเนื้อหามาก็หลายครั้ง โดยเริ่มตั้งแต่เรื่อง online diary มาเป็นเรื่อง blog marketing และกลายมาเป็น digital marketing ในหลายปีให้หลัง ครั้งนี้ความสนใจของผมก็เริ่มเปลี่ยนไป เลยต้องหาแรงจูงใจใหม่มาให้ผมเริ่มสนุกกับการเขียน  blog อีกครั้ง เดี๋ยวจะมาแจ้งให้ทราบว่าเราจะเปลี่ยนเป็นเนื้อหาเกี่ยวกับอะไร เร็ว ๆ นี้ครับ