#Festive500

สำหรับนักปั่นจักรยานที่ใช้เว็บไซต์  Strava เพื่อเก็บสถิติการปั่นของตัวเอง จะเห็นว่ามี challenge หนึ่งที่จะเกิดขึ้นในช่วงคริสต์มาสและปีใหม่นี้ คือคำท้าปั่นจักรยานในครบ 500 กิโลเมตรภายในช่วงระยะเวลาตั้งแต่วันที่ 24 ธันวาคม ที่ฝรั่งถือว่าเป็นช่วงคริสต์มาสอีฟ ไปจนถึงวันที่ 1 มกราคม ซึ่งมันคือช่วงเวลาที่สุดยอดท้าทาย เพราะช่วงนี้จะมีงานเลี้ยงสังสรรค์กับเพื่อน ๆ เรียงรายกันอยู่มากมาย มีโอกาสให้เราแพ้ภัยงานเลี้ยงจนลืมปั่นได้เสมอ

ปีที่แล้วผมเพิ่งจะเริ่มปั่น เลยยังคิดไม่ออกว่าจะปั่นให้ได้ 500 กิโลเมตรภายในช่วงเวลาที่กำหนดได้อย่างไร แต่ปีนี้คิดว่าน่าจะพอมีวิธีบริหารเวลาได้ เลยอยากจะขอลองรับคำท้าดูสักตั้ง เจอกันนะ #Festive500

ซึ่งงานนี้เจ้าของ Challenge เค้ามีให้ร่วมบันทึกภาระกิจนี้ด้วย ผมอาจจะมีการบันทึกเป็นภาษาอังกฤษแบบงูๆปลาๆ ของผมในเว็บนี้ด้วยสักช่วงหนึ่งนะครับ เอาใจช่วยผมด้วยนะครับ


ขวบปีแรกของการเริ่มปั่นจักรยาน

เมื่อต้นปี 2014 ได้ตั้ง resolution ปีนี้ไว้ว่าจะออกกำลังกาย โดยตั้งเป้าไว้ว่าจะปั่นจักรยานให้ได้ระยะ 6,000 กิโลเมตร เป็นการตั้ง้ป้าที่ไม่รู้หรอกว่าจะทำได้หรือไม่ เพราะตอนที่ตั้งเป้านั้น เพิ่งจะปั่นจักรยานมาได้แค่สองเดือน

จนมาถึงวันนี้ ครบ 6,000 กิโลเมตรเรียบร้อยแล้ว  เป็นเพราะเพื่อนๆหลายคนช่วยสอน ช่วยผลักด้วยดัน ทำให้เป้าหมายเหล่านี้เป็นจริงขึ้นมาได้

ผมขอทบทวนสิ่งที่ช่วยให้เป้าหมายนี้เป็นรูปเป็นร่างขึ้นมานะครับ
1. มีเพื่อนร่วมปั่นก๊วนแรก : ตอนต้นปี ผมได้เริ่มไปขี่จักรยานกับทีม ต่ายฟ้านักปั่น เพราะไปรู้จักมาตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว จากการแนะนำของ Kong Omac ซึ่งในทีมดังกล่าวก็ได้เจอเพื่อนใหม่ๆเช่น Suppachai Meemongkolkiat คนนี้ผมต้องยกให้เป็นโค้ช ผมขอความรู้เรื่องการปั่นจักรยานมาตลอดปี ได้เจอ Pathom VejsupapornBoonyalit Tong Techasuppasith ที่กลายเป็นก๊วนปั่นกันประจำ. ได้เจอ Tia TJ Apitanapont และเนม ที่คอยมาลากให้ผมไส้แตก

2. ทริป 100 กิโลครั้งแรก : น่าจะในเดือนมกราคมนี่แหละที่ผมได้ลองปั่นทางไกลเป็นระยะทาง 100 กิโลเมตรในวันเดียว กับทริปของลุงโทที่สอนมือใหม่ให้ปั่น 100 กิโล ถือเป็นกลุ่มที่สอนวิชาความรู้เรื่องการปั่นทางไกลให้มือใหม่เป็นจำนวนมาก ทริปนี้ผมไปกับ ต๋อง ทำให้ได้เจอกับ Kheow Ja ซึ่งภายหลังเราก็ไปปั่นกันอยู่บ่อยๆ ในทริปนั้นปั่นจากworkpoint ไปอยธยา และกลับมา workpoint อีกที ซึ่งเราผลัดกันลากพากันมาจนจบได้ ต้องขอบคุณเพื่อนทั้งสอง

3. ขึ้นเขาใหญ่ครั้งแรก : เพื่อนป๊อบจากต่ายฟ้าบอกว่า ก่อนภรรยาคลอดลูกคนที่สอง ขอไปขึ้นเขาใหญ่ก่อนหยุดไปดูแลลูกน้อย ทริปนั้นจำได้ว่าไปขึ้นเขาใหญ่จากด่านฝั่งปราจีนบุรี รวมระยะ 66 กิโล เป็นขึ้น 33 กิโลและลงอีก 33 กิโล ครั้งนั้นไปกันหมดเลยทั้งโอ ป๊อบ ต๋อง เขียว และเพื่อนๆคนอื่นอีกหลายคนที่ผมไม่
รู้จัก ปรากฎว่าขึ้นเขาใหญ่ครั้งแรกของผม ลงเข็น 12. ครั้งและน้ำก็หมดระหว่างทาง แต่ก็เข็นกันจนจบไปได้ ในทริปนี้ผมได้พานพบกับการลงเขาที่ความเร็ว 68 กิโลเมตรต่อชั่วโมงบนอานจักรยานเป็นครั้งแรก เสียวน้ำตาไหล

4. ปั่นระยะทางไกล 200 กิโลเมตรในหนึ่งวันครั้งแรก
ซึ่งครั้งนี้เกิดขึ้นในเดือนพฤษภาคม ซึ่งปั่นจากหลักสี่ไปอยุธยาและกลับมาหลักสี่อีกครั้ง ครั้งนี้มี ต๋อง เขียว Palm Lorsuwan และ Nada Yuthachai Tangwongcharoen ร่วมทริปไปด้วยกัน ท่ามกลางสภาพอากาศร้อนจัดมากกว่า 40 องศาในวันนั้น เล่นเอาผิดแผนไปหมดตั้งแต่ออกตัวช้า พักหลายจุด ตะคริวกิน ยางแตก ฯลฯ ทำให้เราก็ปั่นเข้า checkpoint แต่ละด่านแบบเฉียดฉิวตลอด แม้กระทั่งด่านสุดท้ายก็เข้าก่อนหมดเวลาเพียง 3 นาที ในทริปนี้ผมหมดสภาพตั้งแต่กิโลเมตรที่ 130. แต่ได้ต๋องและเขียวช่วยกันลากพาผมมาจบทันเวลาจนได้ ขอบคุณมากมาย

5. งาน GMM Road to Tour de France 90 กิโล
งานนี่มีพี่เมย์ พี่บาส ไปด้วยกันในงาน แต่เราตามพี่เมย์กับทีมพลังหนุ่มไม่ทัน เลยปั่นกันไปกับบาสสองคนตลอด 90 กิโล shot เด็ดคือตอนหลุดกลุ่ม ทำให้ต้องปั่นสู้ลมกันไปเอง แล้วไปเจอขบวนนึงเลยไปหมกเค้า แต่พอชะโงกหน้าไปเห็นหัวลากเป็นผู้หญิง เลยรู้สึกละอาย ไม่เจียมสังขารตัวเลยเลยขึ้นไปลากเค้าบ้าง ลากได้ 2 กิโลหมดแรงขอกลับเข้าไปหมกให้เค้าลากเหมือนเดิม. แมนๆดี

6. กำเนิด Groupm Rider
น่าจะเป็นช่วงกล่งๆปีที่เพื่อนๆใน groupm มาปั่นกันหลายคน จนในที่สุดก็คุ้นกับชื่อ Groupm Rider โดยปริยาย ซึ่งเพื่อนๆกลุ่ม groupm ที่ปั่นด้วยกันคือ May Limpetcharakul Bas Peerachai Sugunya Tukta Lek Rockrock Christina Bhee Linda Sathaporn Supalurk Tangcharoensiri Monchaya Lattechino ทุกคำที่เธอเอ่ย คือบทกวี Note Thitikorn FxEa หลายคนทีเดียว หลายคนเพิ่งปั่นได้ไม่นาน ยกเว้นพี่เมย์มีประสบการณ์มากสุด เลยได้ถ่ายทอดวิชาการปั่นให้กับพวกเราได้มากที่สุด รวมไปถึงอาสาเป็นตัวกลางจัดทำเสื้อทีมให้ออกม่ๆด้สวยงามจนเป็นที่ต้องการของนักปั่นอีกหลายคนใน groupm รวมไปถึงศิษย์เก่า groupm ด้วย

7. Groupm Rider ทำ Gran Fondo ครั้งแรก
พี่เมย์บอกว่าอยากทำ gran fondo (ปั่น 130 กิโลในหนึ่งทริป) ในเดือนสิงหาคม นัดกันวันเดียวแล้วไปกันเลย มีพี่เมย์ บาสและผม จากพรานนก ไปพระปฐมเจดีย์ที่นครปฐม และปั่นกลับมาพรานนก เพื่อตามหาข้าวหมูแดงกินกัน ปรากฎว่าไปถึงนครปฐมร้านข้าวหมูแดงปิดกันระนาวเนืาองจากเป็นเทศกาลสาร์ทจีน แต่สุดท้ายก็จบ 130 โลได้ในทริปนั้น

8. Audax 200 กิโลกับ groupm rider
งานนี้เป็น 200 กิโลในวันเดียวครั้งแรกของหลายๆคน แต่ของผมเรียกว่ามาแก้มือที่งานที่แล้วหมดสภาพ โดยรอบนี้มีเมย์ บาส บี แบงค์ โน๊ต และผม ร่วมตลุยด้วยกัน โดยมีตุ๊กตาช่วยเป็นรถ service ให้ตาม check point ต่างๆ งานนี้ค่อนข้างปั่นได้ตามแผน ทำให้พอมีเวลาเหลือ แต่มา้กิดดราม่าช่วงท้ายคือยางแตกเปลี่ยนไม่ได้ แต่สุดท้ายจบเข้าเส้นก่อนเวลาทุกคน แบบสภาพยังโอเคทุกคน เรียกว้าซ้อมกันมาดี

9. ขึ้นเขื่อนขุนด่านกับ Groupm Rider
ทริปนี้เพื่อให้นักปั่นสาวๆในทีมคุ้นเคยกับการปั่นขึ้นเขา ทีมเลยเลือกเขื่อนขุนด่านที่ระยะทางขึ้นเขื่อนไม่ยาวมาก แต่ก็ชันได้ใจสำหรับมือใหม่ มาให้สาวๆได้ลองปั่นขึ้นให้พอแฮก แต่พอขึ้นไปได้ก็หายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้ง เพราะได้ถ่ายรูปกับวิวสวยๆกันเต็มกล้อง

10. ซ้อมเส้นทาง Tour de Farm 100 กิโลก่อนวันจริง
ทริปนี้มีหลายคนในทีมที่จะปั่นระยะ 100 กิโลเป็นครั้งแรก ที่สำคัญคือเส้นทางภูเขาที่มีระยะความสูงรวมร่วม1,000เมตร ที่เด็ดคือพี่บี๋christinaพี่ลินดา และเล็ก จบครบระยะด้วยลำแข้งตัวเองล้วนๆ ภูเขาไม่เคยโกหกใคร นับถือเลยครับ

11. Tour de Farm 100 กิโลวันจริง
งานนี้ไปค้างล่วงหน้าหนึ่งวันเพื่อการพักผ่อนที่เพียงพอก่อนแข่ง วันจริงออกตัวรุ่นอายุ40ปี (พูดเลขนี้แล้วเขิน) และเพื่อนๆคนอื่นออกกระจัดกระจายกันไปตามรุ่นต่างๆ ทำให้ปั่นคนเดียวแล้วต้องอาศัยหมกตามกลุ่มต่างๆเอาเอง จากการมาซ้อมก่อนทำให้แบ่งแรงได้ดีพอสมควร จบสุดท้ายทำเวลาได้ดีกว่าวันซ้อมเกือบครึ่งชั่วโมง วันนั้นบีมีดราม่ายางแตก แต่ได้บาสและตุ๊กตาบึ่งรถ service มาช่วยไว้ทำให้เข้าเส้นทันเวลาทุกคน

จบปีแรกของการปั่นจักรยาน ได้เพื่อนใหม่และประสบการณ์ใหม่ๆมาเพียบ ขอบคุณเพื่อนทุกคนที่ช่วยสอน ให้คำปรึกษา มาปั่นเป็นเพื่อน และมาร่วมวิบากกรรมด้วยกันนะครับ

เลิกแถว เฮ้!


Trackable Life – ชีวิตวัดสถิติได้

ช่วงสองปีหลัง มีเทรนด์เรื่องที่เกี่ยวกับการตลาดดิจิตอลอยู่สองเรื่องคือ เรื่องของข้อมูลที่มีจำนวนมาก (ฺBig Data) และเรื่องของอุปกรณ์ที่เรียกว่า Wearable Device ซึ่งเข้ามาใกล้ตัวผู้บริโภคมากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะผู้คนสามารถเข้าถึงอุปกรณ์และข้อมูลเหล่านี้ได้ง่ายขึ้น ผมขอยกตัวอย่างกิจกรรมใกล้ตัวผม คือการปั่นจักรยาน ซึ่งมีอุปกรณ์ที่มาวัดการปั่นของผมก็คืออุปกรณ์คอมพิวเตอร์ของการ์มิน ซึ่งจะวัดข้อมูลต่าง ๆ เช่นอัตราการเต้นของหัวใจ รอบขาที่ปั่นต่อนาที ระยะทางและเวลาที่ปั่นมา อัตราความเร็วเฉลี่ยของการปั่นต่างๆ  รวมไปถึงการจับข้อมูลจีพีเอส เพื่อดูว่าเส้นทางปั่นของผมได้ปั่นไปทางไหนบ้าง หรือปั่นอยู่ที่ระดับความสูงเท่าไหร่บ้าง เรียกได้ว่าวัดกันละเอียดเลยทีเดียว

Trackable Life

ส่วนอีกตัวนึงที่ทำให้เราสนุกควบคู่ไปด้วยก็คือ แอพพลิเคชั่นบนมือถือที่ชื่อ MyFitnessPal ซึ่งสามารถให้เรากรอกข้อมูลได้ว่าอาหารและเครื้่องดื่มที่เรากินเข้าไปนั้น มีกี่แคลอรี่และการออกกำลังกายของเรานั้นลดไปได้กี่แคลอรี่ ซึ่งจะเป็นการช่วยเตือนสติให้เราระมัดระวังอาหารการกิน และทำให้ใครก็ตามที่วางแผนลดน้ำหนักส่วนเกิน จะได้ไม่ลดอาหารมากจนเกินไป เพราะว่าแอพพลิเคชั่นนี้จะคอยเตือนว่าถ้าเราทานอาหารน้อยเกินไปต่อวัน อาจทำให้ระบบร่างกายมีการลดการเผาผลาญได้ เพราะเมื่อร่างกายรู้สึกว่าอาหารที่กินเข้ามาน้อยเกินไป มันจะแอบกักเก็บพลังงานไปสะสมไว้ เพราะกลัวว่าจะไม่มีพลังงานจากอาหารเข้ามาอีกเป็นต้น ดังนั้นเรื่อง Big Data นั้นเข้าใกล้ตัวผู้คนมากขึ้นและง่ายขึ้น ทำให้เราใช้ชีวิตได้สนุกขึ้นไปด้วยสำหรับคนที่ชอบดูและวิเคราะห์ข้อมูลคล้าย ๆกันกับผมครับ ลองมองดูรอบตัวครับ เดี๋ยวนี้อุปกรณ์ wearable device นั้นมีให้เลือกใช้มากขึ้น หากใครไม่อยากเสียเงินก็ลองดูพวกแอพพลิเคชั่นบนมือถือ น่าจะมีตัวที่คุณสามารถสนุกไปด้วยและได้ดูแลสุขภาพไปด้วยครับ


กลับมาเขียนเรื่องเก่า (ที่ใหม่) เอ๊ะ! หรือเรื่องใหม่แบบเก่า

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสไปพักร้อนครั้งแรกในรอบปี ซึ่งได้ไปแวะใช้เวลาให้ผ่านไปช้า ๆ ซึ่งแตกต่างจากในสัปดาห์ทำงานปกติ ที่ผมมักจะใช้เวลาอย่างรีบเร่ง ทานข้าวเร็ว ๆ เดินทางไปมาเพื่อประชุม ใช้เวลาในห้องประชุมชั่วโมงต่อชั่วโมง เวลาผ่านไปนานมากจนกระทั่งวันนี้ ซึ่งนับระยะห่างจากบทความที่ผมเขียนใน keng.com ครั้งล่าสุดมา 9 เดือน ที่ผมกลับมาฉุกคิดได้ ก็เพราะในช่วงวันหยุดของผม ได้มีท่านผู้อ่านท่านหนึ่งโทรมาหา ซึ่งได้ออกตัวว่า เป็นคนที่ติดตามอ่านเว็บผมมาอย่างยาวนาน และได้บอกผมว่าเว็บไซต์ของผมเข้าไม่ได้ ไม่แน่ใจว่าโดเมนหมดอายุหรือไม่ ทำให้ผมได้เข้ามาสำรวจตรวจสอบบ้านหลังนี้อีกครั้ง

ช่วงเวลาที่หายไปนาน ต้องบอกอย่างไม่อายว่า ความสนใจของผมในการเขียนบล็อกเกี่ยวกับเรื่องดิจิตอลมาร์เก็ตติ้งนั้นลดลงมาอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่ว่าไม่ได้สนใจมันแล้ว แต่เป็นเพราะว่าข้อมูลเหล่านี้เข้ามาอยู่ในชีวิตประจำวัน จนเรียกว่าข้อมูลมันมีเข้ามาเยอะจนล้น ด้วยหน้าที่การงานที่ต้องอยู่กับการตลาดด้านดิจิตอลอยู่ตลอดเวลานั่นเอง อีกส่วนหนึ่งเป็นเพราะว่า ผมได้หากิจกรรมออกกำลังกายทำเป็นงานอดิเรกเพิ่มเติม ซึ่งได้เริ่มต้นมาตั้งแต่ช่วงเดือนตุลาคมปี 2556 ซึ่งก็เกือบครบหนึ่งปีพอดี กิจกรรมที่ว่าก็คือการปั่นจักรยาน ซึ่งสามารถให้ผมได้ใช้เวลากับตัวเอง นอกจากเรื่องของการตลาดดิจิตอลบ้าง ซึ่งเป็นการคลายเครียดและเป็นการออกกำลังกายที่สนุกสำหรับผม ในระหว่างที่ผมปั่นจักรยานมาเกือบหนึ่งปี ผมพบกับเพื่อน ๆ ในวงการเดียวกันเยอะมาก เช่นคุณโก๋ แบไต๋ , คุณคิดจาก McFiva และเพื่อน ๆ จากเอเจนซี่อีกหลาย ๆ ที่เลย

สิ่งต่าง ๆ ในขวบปีที่ผ่านมา ทำให้ผมตัดสินใจที่จะกลับมาเขียน … ในแบบที่ผมอยากจะเขียนในอดีตคือ เขียนเรื่องอะไรก็ได้ที่อยากเขียน เป็นเรื่องราวต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิต บางครั้งมันไปติดอยู่ที่ความเป็นเว็บเรื่องการตลาดดิจิตอล ผมเลยไม่ค่อยกล้าเขียนเรื่องอื่น ๆ ซึ่งวันนี้ผมขอกลับมาเริ่มเขียนเรื่องต่าง ๆ ที่ผมอยากเขียน ซึ่งบางครั้งอาจเป็นแค่การบันทึก บางครั้งอาจเป็นเรื่องที่มีประโยชน์กับท่านผู้อ่านไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง หากใครจำได้ในสมัยแรกสุดของ keng.com คือการเขียนบันทึกเรื่องราวประจำวันแบบไดอารี่ และต่อมาก็เป็นเรื่องบล็อกมาร์เก็ตติ้ง ต่อด้วยการกลายมาเป็นบล็อกเกี่ยวกับการตลาดดิจิตอล และตอนนี้ ขอกลับไปยังจุดเริ่มต้นอีกครั้ง นี่สินะที่เขาเรียกกันว่าสูงสุดคืนสู่สามัญ (ซึ่งจริง ๆ อาจยังไม่สุดก็ได้นะครับ ฮา)

ป.ล. ขอขอบคุณคุณนัท เจ้าของเว็บ pocketidea ที่โทรมาแจ้งเตือนเรื่องเว็บเข้าไม่ได้นะครับ :)


อวยพรปีใหม่ด้วย Augmented Reality E-card จาก Oreo

ใกล้ถึงเทศกาลปีใหม่แล้วนะครับ คาดว่าหลาย ๆ คนคงเริ่มทยอยที่จะลาหยุดพักร้อน ในช่วงสุดท้ายของปีกันบ้างแล้ว (สำหรับปีนี้ต้องเรียกว่าพักหนาวแทนสินะ เพราะอากาศหนาวได้ใจริง ๆ) สำหรับในช่วงปลายปีนี้ ตามธรรมเนียมของชาวโลกแล้วก็คงหนีไม่พ้นเรื่องคำอวยพรต่าง ๆ ตั้งแต่คริสต์มาส ไปจนถึงอวยพรปีใหม่กันเลยทีเดียว

เมื่อพูดถึงการ์อวยพร ผมขอย้อนไปถึงรูปแบบต่าง ๆ ของการ์ดอวยพร หากเป็นแบบกระดาษ เราก็เห็นมีหลายรูปแบบ เช่นแบบเรียบ ๆ ธรรมดา แล้วก็เขียนอวยพรพร้อมลายเซ็นต์กำกับกันไป หรืออีกแบบเป็นแบบที่เปิดแล้วมีเสียงเป็นต้น บ้างก็เปิดมาแล้วเป็น pop up กระดาษที่หลอกล่อทั้งเด็กทั้งผู้ใหญ่ดีนักเชียว มองเลยต่อไปถึงการ์ดอวยพรแบบดิจิตอล เราก็มักเห็นหลายแบบเช่น เป็นรูปภาพธรรมดาแล้วใส่ชื่อเรา อีเมล์เรา พร้อมใส่ชื่อผู้รับ อีเมล์ผู้รับ ซึ่งในอดีตจะมีบริษัทการ์ดชื่อดังต่าง ๆ เช่น BlueMountain ซึ่งปัจจุบันก็ยังเห็นยืนหยัดอยู่ได้เช่นกัน แบบที่ฮิตกันต่อ ๆ มาก็เป็นพวก flash animation หรือพวกการ์ดที่เป็นเกมให้เล่น ก็สนุกไปอีกแบบนึงครับ

สำหรับครั้งนี้ผมจะพูดถึงการ์ดอวยพรที่เป็น E-Card ในรูปแบบ Augmented Reality ซึ่งทำโดยแบรนด์ขนมอย่าง Oreo ที่เอามาให้ชาวไทยได้ใช้อวยพรกันด้วยครับ สำหรับตัวการ์ดนี้ก็ค่อนข้างเป็นการใช้สื่อสมัยใหม่ที่รวบเอาตั้งแต่สื่อ Social Media ไปจนกระทั่งโทรศัพท์มือถือ

โดยการ์ดอวยพรของ Oreo นี้ สามารถเล่นได้ทั้งแบบ Augmented Reality ซึ่งต้องใช้ทั้งกล่องผลิตภัณฑ์ของ Oreo และกล้องเว็บแคม หรืออีกแบบหนึ่งคือเล่นด้วย 3D Card ได้เลย โดยไม่ต้องใช้กล่องผลิตภัณฑ์หรืออุปกรณ์เสริมใด ๆ  เลยครับ

Oreo E-Card Home Page

สำหรับใครที่อยากลองเล่นและส่งการ์ดอวยพรแบบ Augmented Reality นี้ก็ตามผมมาเลยครับ ขั้นแรกก็ต้องเข้าไปที่เว็บไซต์ Oreo ก่อนครับ เราก็จะพบหน้าแรก เมื่อคลิกที่ปุ่ม Let’s Play ก็จะไปต่อที่หน้า Intro ของการ์ดครับ

Oreo Augmented Reality E-Card

ให้เราคลิกที่ปุ่ม ” คลิกที่นี่เพื่อทำการ์ดอวยพรโอริโอ ” เลยครับ เมื่อคลิกแล้ว ระบบจะให้เราเลือกเพื่อนที่จะส่งจาก list ของเพื่อนเราใน facebook เลยครับ (ถ้า login facebook อยู่นะครับ)

capture-20131223-221901

หลังจากที่เราเลือกเพื่อนที่จะส่งให้ได้แล้ว ระบบก็จะให้เราเลือกว่าจะให้เราส่งการ์ดแบบ 3D E-card หรือว่าจะส่งการ์ดแบบ Augmented Reality

oreo-select-card-type

โดยผมเลือกแบบ Augmented Reality ครับ ซึ่งระบบจะมี guide มาให้เลยครับ ว่าเราต้องเตรียมกล่องผลิตภัณฑ์ เตรียมกล้อง web cam หรือกล้องที่ติดมากับ laptop และแนะนำวิธีการเล่นว่าต้องถือกล่องเอียงประมาณ 45 องศา และต้องเป็นที่ที่มีแสงสะท้อนไม่มากครับ ของผมลองเล่นแล้วอาจจะแสงสะท้อนเยอะหน่อยเพราะเล่นตอนกลางคืน ทำให้ไฟเพดานสะท้อนเข้ามาเยอะเหมือนกัน ใครเล่นตอนกลางวันน่าจะสะดวกง่ายดายครับ ผมลองถ่ายมาเป็นวีดีโอแสดงวิธีการเล่นแบบละเอียดเลยครับ ภาพในวีดีโออาจจะสั่น ๆ หน่อย เนื่องจากใช้กล้องมือถือถ่าย มือนึงถือมือถือคอยถ่าย อีกมือนึงถือกล่อง Oreo คอยส่ง โอย พัลวัน ลองดูในวีดีโอเลยครับ

สุดท้ายเมื่อเล่นเสร็จแล้ว ก็จะได้การ์ดที่เป็นคำอวยพรที่เราพิมพ์ไว้ และส่งไปหาผู้รับผ่านทาง facebook เลยครับ

Oreo Augmented Reality

ใครที่ชอบของแปลก ๆ ใหม่ ๆ หรือมีกล่อง Oreo อยู่ในมืออยู่แล้ว ก็สามารถไปลองส่ง E-card แบบ Augmented Reality นี้ได้ที่ Oreo.co.th/selection เลยครับ ยังไงก็ขออวยพรให้คุณผู้อ่านทุกท่านมีความสุขในช่วงคริสต์มาสและปีใหม่ที่จะถึงนี้ครับ :)


Lee จับมือองค์กรการกุศล สร้างวันกางเกงยีนส์แห่งชาติ

กางเกงยีนส์ลี จับมือกับองค์กร American Cancer Society สร้างวันนุ่งกางเกงยีนส์แห่งชาติ (Lee National Denim Day) โดยกางเกงยีนส์ลี ได้เชิญชวนให้บริษัทต่าง ๆ ร่วมกันบริจาคต้านมะเร็ง ด้วยการให้พนักงานบริษัทสามารถแต่งตัวแบบ casual  โดยให้ใส่กางเกงยีนส์ตัวเก่งมาทำงานได้ โดยแลกกับการบริจาค 5 เหรียญดอลล่าร์สหรัฐ เข้าองค์กรการกุศล งานนี้จัดกันมาตั้งแต่ปี 1996 ซึ่งในปี 2012 นี้จัดขึ้นในวันที่ 1 ตุลาคมที่ผ่านมา

รูปภาพ


ซิ่งสายฟ้า!

วันดีคืนนี้ก็นึกครึ้มอยากเขียนเรื่องอื่น ๆ นอกจากเรื่อง digital marketing บ้างครับ

เมื่อวานนี้ระหว่างที่ผมกำลังขับรถติดไฟแดงอยู่บนถนนสี่เลนใจกลางกรุง รถของผมจอดติดอยู่เลนที่สองจากซ้าย โดยเลนซ้ายสุดเป็นเลนบังคับเลี้ยวซ้าย พลันที่ไฟแดงดับลง ไฟเขียวสว่างขึ้น ก็มีรถคันหนึ่งวิ่งปาดหน้ารถของผม มาจากเลนข้างขวา ผ่านหน้ารถผม ไปที่เลนข้างซ้ายอย่างรวดเร็ แน่นอนว่าเลนซ้ายที่บังคับเลี้ยวซ้ายนั้น รถคันนี้ไม่เลี้ยวแต่วิ่งตรงผ่านเสาสัญญานไฟจราจรไป แล้วปาดหน้ารถสปอร์ตหรูอย่าง Porche สีดำคันเท่ห์เข้าเลนขวา

รถคันที่ทำทุกอย่างข้างต้นที่ผมเล่ามา คือรถเมล์สาย ปอ 14!!


ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.