ประสบการณ์ Bangkok Tri Dash อย่างเป็นทางการครั้งแรก

การแข่งขันไม่ได้เริ่มต้นที่วันแข่งขัน แต่เริ่มตั้งแต่วันแรกที่คุณสมัครแข่งขันแล้ว ใครบางคนได้กล่าวไว้ การลงทะเบียนแข่ง Tri Dash ที่บางปูในครั้งนี้ ต้องบอกว่าเป็นโชคดีของผมที่ทางผู้จัดได้เปิดรับสมัครเพิ่ม เพราะตอนแรกมีผู้สมัครเต็มไปทั้งปีแล้ว พอทราบข่าวว่ามีการจัดการแข่งขันไตรกีฬา Bangkok Tri Dash ในวันที่ 10 พฤษภาคม ผมก็รีบสมัครทันที

หลังจากกลับจากการแข่งขันไตรกีฬาครั้งแรกในชีวิตของผมที่รายการ Amarin Outdoor Unlimited International Triathlon 2015 ที่ชะอำในเดือนมีนาคม ผมก็ตั้งใจฝึกซ้อมให้จริงจังมากขึ้น ด้วยความที่ว่าเราเองไม่ได้มีพื้นฐานในกีฬาต่าง ๆ หากเริ่มหัดเองอาจจะพัฒนาได้ช้า เลยไปสมัครเทรนนิ่งกับโค้ชที่ ironguides ซึ่งตลอดระยะเวลาเดือนครึ่งที่ผ่านมา ได้พยายามไปซ้อมไม่ให้ขาด เพราะมื้อซ้อมที่มีโค้ชนั้น ทำเพื่อการพัฒนาศักยภาพของร่างกายเราโดยแท้ ซึ่งผมเชื่อว่ามันทำให้ผมพัฒนาได้มากกว่าเวลาไปซ้อมด้วยตัวเอง

with ironguides folks
กับเพื่อน ๆ ที่ซ้อมด้วยกัน

งานแข่งขันไตรกีฬา Bangkok Tri Dash ในวันที่ 10 พฤษภาคม 2015 งานนี้เป็นการแข่งขันไตรกีฬาที่เหมาะสำหรับนักกีฬามือใหม่ที่อยากลองลงสนามดู หรือนักกีฬามือเก่าที่อยากได้รายการแข่งเล็ก ๆ ไว้ลับฝีมือ เพราะรายการนี้ ในระยะ Dash จะเป็นการว่ายน้ำในสระว่ายน้ำระยะ 400 เมตร ตามด้วยปั่นจักรยาน 20 กิโลเมตร และวิ่ง 5 กิโลเมตร เรียกว่าเป็นระยะเรียกเหงื่อได้ดีทีเดียวครับ

ก่อนวันแข่งหนึ่งวัน ผมจัดเตรียมทำการบ้านหลายอย่าง ตั้งแต่กลับไปดูสถิติเก่าที่เคยมาร่วมเรียน Work Shop ไตรกีฬาที่จัดโดยทีม O2Max ในเดือนกุมภาพันธ์ 2015 ซึ่งใช้ระยะเดียวกัน สนามเดียวกันเลย จึงน่าจะพอเป็นตัววัดเพื่อดูว่าเราฝึกซ้อมมาแล้ว จะพัฒนาการได้ดีขึ้นกว่าเดิมไหม นอกเหนือจากนี้ ได้ลองจัดทำ Race Plan ตามที่โค้ชได้ให้แนวทางมา ผมจดจำว่าว่ายน้ำต้องแบ่งแรงอย่างไรที่ระยะไหนบ้าง เมื่อขึ้นขี่บนจักรยานแล้วต้องทำอะไรบ้าง ต้องผ่อนต้องเร่งระยะไหนบ้าง จนไปถึงส่วนวิ่งก็จำว่าต้องเร่งฝีเท้าที่กิโลเมตรที่เท่าไหร่เป็นต้น ที่เหลือคือการจัดเตรียมอุปกรณ์ให้พร้อมก่อนถึงวันแข่ง

เช้าวันแข่ง ผมตื่นมากินข้าวเช้าตั้งแต่ตีสี่ครึ่ง เพื่อให้ท้องได้ย่อยอาหารได้ทันก่อนเริ่มแข่ง 7 โมงเช้า ไปถึงสนามแข่งขันที่สนามกอล์ฟบางปู ก็เดินไปลงทะเบียน เขียนเบอร์ที่แขนและขา เอาอุปกรณ์ไปจัดเรียงใน Transition Area ให้พร้อม แล้วก็เดินทักทายเพื่อนฝูงนักไตรกีฬาที่มีตั้งแต่เพื่อสมัยเรียนมัธยม และเพื่อนที่ฝึกซ้อมกีฬาด้วยกัน อากาศดีท้องฟ้าดูไม่มีเมฆฝน น่าจะเป็นการแข่งขันที่สนุก

เจ้าหน้าที่ประกาศให้นักกีฬาทุกท่านไปรวมตัวกันที่สระว่ายน้ำ เพราะเดี๋ยวอีก 5 นาทีจะมีการ บรีฟกฎระเบียบการแข่งขันต่าง ๆ ผมรีบไปที่สระว่ายน้ำพร้อมกับเมย์ เพื่อใช้เวลาอันน้อยนิดโดดลงสระว่ายน้ำไปว่ายอบอุ่นร่างกาย ได้ระยะไป 100 เมตรแล้วก็ปีนขึ้นมาฟังบรีฟทันพอดี การอบอุ่นร่างกายในสระว่ายน้ำก่อนสักนิด ช่วยให้ลดความตื่นเต้นไปได้นิดหนึ่ง ซึ่งเมย์มาบอกทีหลังว่าได้อบอุ่นร่างกายในน้ำก่อนก็ดีเหมือนกัน เพราะจะได้พร้อมในตอนแข่งทันที

การแข่งขันในช่วงว่ายน้ำจะไม่เหมือนงานแข่งไตรกีฬาที่เป็น open water ที่ไม่ได้ว่ายในสระว่ายน้ำ คือสนามประเภท open water จะปล่อยตัวพร้อมกันทั้งรุ่น เพราะทะเลกว้างจะไม่ค่อยเบียดกันมากหากแห่กันลงน้ำพร้อมกัน แต่ว่ายในสระว่ายน้ำต้องมีการจัดระเบียบนิดหน่อย คือมีการปล่อยตัวเป็นช่วง ๆ เช่น 7 โมงเช้า ปล่อยตัวหนึ่งชุด ในชุดหนึ่งจะมีสี่คนต่อเลน ทยอยออกตัวทุก ๆ 10 วินาที

เมย์ได้ออกตัวในชุดแรกเวลา 7 โมงเช้า ส่วนผมออกตัวในชุดที่สองในรอบ 7.15 น. ซึ่งตอนที่ผมยืนอยู่บนขอบสระ ได้เห็นนักกีฬาชุดแรกลงไปว่ายน้ำ ทำให้ผมตื่นเต้นพอสมควร ต้องสูดหายใจลึก ๆ สักพักเพื่อปรับสมาธิให้พร้อม การแข่งครั้งนี้ผมคิดว่าเรื่องสมาธิเป็นเรื่องสำคัญสำหรับผม เนื่องจากพอเตรียม Race Plan มาแล้ว ต้องลองทำตามแผนที่วางมาแล้วดู ถ้าไม่เชื่อโค้ชแล้วจะไปเชื่อใคร

ช่วงว่ายน้ำ แผนคือว่ายเบา ๆ ช้า ๆ ในช่วง 150 เมตรแรก พออีก 150 เมตรถัดมาก็เร่งความเร็วขึ้นมาอีกนิดนึง ส่วน 100 เมตรสุดท้ายให้เร่งความเร็วขึ้นไปอีก พอลงสระและได้ยินเสียงสัญญานปล่อยตัว ผมเริ่มออกตัวไปช้า ๆ ผ่านไปสัก 25 เมตรรู้สึกว่าว่ายเร็วไป เลยพยายามช้าลงอีก ซึ่งช่วง 150 เมตรแรกคิดว่าทำได้ตามแผน ส่วน 150 เมตรต่อมา ผมเริ่มเร่งความเร็ว แต่ช่วงประมาณ 250 เมตรผ่านไปนี่ heart rate เริ่มสูง เลยสลับกลับมาว่ายช้า 50 เมตรให้หัวใจลดลงหน่อย พอ 100 เมตรสุดท้ายก็สามารถเร่งความเร็วได้จบพอดี วิ่งขึ้นจากสระนี่หัวใจเต้นแรง เข้าใจว่า heart rate คงสูงมากทีเดียว

วิ่งจากสระมาถึงจุดเปลี่ยนชนิดกีฬา (เหนื่อยก็เหนื่อย ทำไมไม่เดินมา !) พอถึงจักรยานผมถึงกับต้องนั่งพื้นเพื่อใส่ถุงเท้ารองเท้าและติดเบอร์ ใส่หมวกกันน็อกแล้วจูงจักรยานออกไปที่จุดเริ่ม ผมคิดว่าใช้เวลาในจุดเปลี่ยนกีฬารอบแรกนี้เยอะเหมือนกัน น่าจะประมาณ 2 นาทีกว่า ๆ

แผนของช่วงขี่จักรยานคือ 7 กิโลเมตรแรกประคองหัวใจให้กลับมาพร้อมใช้ 7 กิโลเมตรต่อมาเร่งความเร็วเพิ่มขึ้น และ 6 กิโลเมตรสุดท้ายใส่เต็ม เริ่มแรกออกตัวมาผมก็เริ่มปั่นออกไป คอยมอง heart rate เป็นระยะ แต่ดูแล้วมันไม่ค่อยยอมลด ยังคงแช่อยู่ที่ประมาณ 170 ครั้งต่อนาที เลยตัดสินใจใช้ความรู้สึกตัวเองแทน ให้รู้สึกว่าเราไม่เร่งให้มากเกินไปในช่วงแรกให้ได้ ผ่านไป 5 กิโลเมตรแรก มาเจอเนินหลังเต่า ผมชะลอความเร็วลงนิดนึง แต่ก็ปล่อยให้จักรยานโดดเนินหลังเต่าไป แกร่กๆๆๆๆ เสียงดังมาจากโซ่ ผมหันไปมอง ปรากฎว่า โซ่หลุด!! เลยต้องชะลอเพื่อใส่โซ่กลับที่เดิม โชคดีเสียเวลาไม่เกิน 30 วินาที เลยต้องกลับไปไล่คนที่เมื่อกี้เราแซงมาแล้ว แต่พอโซ่ตกเค้าก็เลยแซงเรากลับไปใหม่หมด โดยรวมตอน 7 กิโลเมตรแรกก็ยังอยู่ตามแผน ส่วนช่วง 7 กิโลเมตรต่อมา เร่งความเร็วเพิ่ม ผ่านไปได้ด้วยดี ปิดท้ายที่ 6 กิโลเมตรสุดท้าย ผมเลือกใช้เฟืองที่หนักที่สุด เท้าลงน้ำหนักกดบันไดอย่างหนักหน่วงเพื่อเร่งความเร็วในช่วงสุดท้าย ความรู้สึกผมบอกว่า ช่วงจักรยาน ผมน่าจะทำได้ดีกว่าครั้งที่แล้ว

ผมเข็นจักรยานเข้าสู่จุดเปลี่ยนชนิดกีฬา เปลี่ยนรองเท้าวิ่ง หยิบหมวกแก็ปวิ่งออกไปเข้าสู่ช่วงวิ่ง มีคนตะโกนบอกผมว่า “หมวก หมวก” เลยจับหัวตัวเองดู ปรากฎว่าหมวกกันน็อกจักรยานยังอยู่บนหัวผม ผมตัดสินใจถอดหมวก ฝากไว้ที่ป้อมยาม แทนที่จะวิ่งเอาหมวกกลับไปเก็บ ซึ่งน่าจะทำให้ไม่เสียเวลาเท่าไหร่ สำหรับแผนในช่วงวิ่ง คือ 1.7 กิโลแรก วิ่งให้ขากลับมาในสภาพพร้อมวิ่งให้ได้ (เวลาลงจากจักรยานใหม่ ๆ ขามันจะวิ้ง ๆ หวิว ๆ นิดหน่อยกว่าจะมาวิ่งได้ปกติ) ก่อน ส่วน 1.7 กิโลเมตรถัดมาจะเร่งความเร็วเพิ่ม และ 1.6 กิโลเมตรสุดท้ายจะใส่หมด ปรากฎว่าพอออกไปวิ่งจริง ๆ ผมรู้สึกว่าขาของผมกลับมาพร้อมวิ่งตั้งแต่ 1 กิโลเมตรแรก เลยเริ่มเร่งความเร็วขึ้นมานิดหน่อย พอเข้า 1.7 กิโลเมตรต่อมา ก็เร่งความเร็วขึ้นไปเหมือนตอนซ้อม และช่วง 1.6 กิโลเมตรสุดท้าย ผมเร่งความเร็วขึ้นเรื่อย ๆ แต่มันเริ่มเหนื่อยเลยเร่งได้ไม่สุด จนเหลือ 1.2 กิโลเมตรผมเริ่มเริ่งฝีเท้า ไม่หันไปดู heart rate เลยเพราะรู้ว่ามันสูงมากแน่ ๆ ตอนนั้นคิดว่าขามีแรงเท่าไหร่  ให้มันส่งแรงกลับไปที่พื้นให้มากเท่านั้น ใครที่วิ่งอยู่ในช่วงที่ผมวิ่งอยู่ในตอนนั้น จะได้ยินเสียง หายใจแฮ่ก แฮ่ก ตลอดทางของผม ผมวิ่งเข้าเส้นชัยด้วยสปีดเท่าที่มีแรงอยู่ในขณะนั้น จบแล้ววันนี้ คิดเองในใจว่าช่วงวิ่งก็น่าจะทำได้ดีกว่าครั้งก่อน

หลังจากนั้นก็ยืนเชียร์เพื่อน ๆ ที่ออกไปแข่งขันคนละรอบกับเรา จนเพื่อน ๆ เข้ามาครบก็ทักทายพูดคุยพร้อมถ่ายรูปเป็นที่ระทึกกันไป ทุกคนดูสนุกสนานไปกับการแข่งขัน สิ่งที่พวกเราซ้อมมา เรียนรู้อะไรมา เอามาใช้ให้หมดในวันนี้ ต้องขอขอบคุณโค้ช vinnie และโค้ช smart ทั้งสองท่านที่สอนเทคนิค และแผนการซ้อมที่ทำให้นักกีฬาแต่ละคนมีพัฒนาการที่เร็วขึ้น

ขอบคุณเพื่อน ๆ mIntri ทั้งเมย์ที่มาแข่งด้วย และปอมที่เชียร์จากระยะไกลผ่าน LINE มา อิอิ ขอบคุณเพื่อน ๆ พี่ ๆ น้อง ๆ ชาว ironguides ที่ช่วยกันให้กำลังใจ และสอนเทคนิคเล็ก ๆ น้อย ๆ จากประสบการณ์ของทุกท่านให้ ผมยังเป็นเด็กน้อยที่เพิ่งเริ่มหัดเล่นไตรกีฬาได้ไม่กี่เดือน ถ้าไม่ได้คำแนะนำเหล่านั้น ผมก็คงพัฒนาช้ากว่านี้แน่นอน

เมย์ พี่เอก และผม
เมย์ พี่เอก และผม

ช่วงบ่าย ๆ เริ่มเห็นผลการแข่งขันประกาศออกมา ยิ่งตื่นเต้นเข้าไปใหญ่ เพราะสถิติวันนี้ดีกว่าครั้งวันที่มาทำ work shop ในทุกประเภทกีฬาเลยทีเดียว

ช่วงว่ายน้ำ 400 เมตร ใช้เวลา 9.56 นาที (ครั้งที่แล้วประมาณ 12 นาที)
ช่วงจักรยาน 20 กิโลเมตร ใช้เวลา 40.06 นาที (ครั้งที่แล้ว 42.03 นาที)
ช่วงวิ่ง 5 กิโลเมตร ใช้เวลา 29.13 นาที (ครั้งที่แล้ว 30.58 นาที)
ซึ่งรวมแล้วเร็วกว่าเดิม 5 นาทีกว่า แต่ครั้งที่แล้วไม่ได้นับเวลา transition มา ถ้าใช้เวลาเท่าครั้งนี้ น่าจะอยู่ที่ประมาณ 3 นาทีสำหรับช่วงเปลี่ยนกีฬา ดังนั้นน่าจะเร็วขึ้นกว่าเดิม 8 นาที เข้าใจเลยว่าเวลานักกีฬาต่าง ๆ ที่จะลดเวลาในการแข่งขัน การลดลงแต่ละนาทีมันยากขนาดไหน

Bangkok Tri Dash May 10

ที่น่าตื่นเต้นกว่านั้น ผลการแข่งขันของผม จบที่อันดับ 30 over all ประเภทชาย! จากผู้เข้าแข่งขันที่มาร่วมในประเภทชายวันนี้ประมาณ 120 คน สิ่งที่เราซ้อมมา เริ่มออกดอกออกผลให้เห็นบ้างแล้ว ดีใจน้ำตาจิไหล

หลังจากวันนี้ มีเวลาอีก 2 เดือน จะถึงการแข่งขันครั้งต่อไป ซึ่งครั้งหน้าจะเป็นการแข่งขันไตรกีฬาในระยะ Olympic ซึ่งเป็นระยะที่ไกลขึ้นกว่าที่ผมเคยแข่งมา ลองดูซิว่าถ้าเราซ้อมต่อเนื่องจนถึงวันนั้น เราจะทำได้แค่ไหน

ในความคิดของผม งานแข่ง Bangkok Tri Dash เป็นสนามที่เหมาะกับทั้งมือใหม่และมือเก่าจริง ๆ การว่ายน้ำในสระ ซึ่งสระน้ำของที่สนามกอล์ฟบางปู เป็นสระที่น้ำตื้นระดับหน้าอกตลอดสระ นั่นหมายถึงว่า เหนื่อยตอนไหน ก็เดินได้ตอนนั้นเลยครับ หมดกังวลเรื่องการจมน้ำ ส่วนสนามจักรยานก็เป็นการปั่นรอบสนามกอล์ฟ รอบนึงประมาณ 5 กิโลเมตร ถนนค่อนข้างรถน้อยมาก ๆ นาน ๆ จะมีรถขับมาหนึ่งคัน มีบางโค้งที่จะมีทราย ที่อาจจะแหกโค้งได้ แต่ผู้จัดก็มีการเตือนตั้งแต่ตอนบรีฟ และมีป้ายบอกล่วงหน้าก่อนถึงโค้งนั้น ทำให้นักกีฬาสามารถระมัดระวังได้ดี ส่วนในตอนวิ่ง ก็เป็นการวิ่งบนถนนเส้นเดียวกับจักรยาน แต่เป็นเลนคนละฝั่ง มีจุดให้น้ำและฟองน้ำทุก ๆ 1 กิโลเมตร ค่อนข้างมีน้ำไม่ขาดเลยครับ ใครที่สนใจลองเล่นไตรกีฬา มาลองสนามนี้เป็นที่แรกก็สนุกดีครับ

10 ข้อปฎิบัติเพื่อขี่จักรยานปลอดภัยในสนามเขียว

สนามเขียว หรือเลนจักรยานสีเขียวที่สนามบินสุวรรณภูมิ เริ่มได้รับความนิยมจากนักขี่จักรยานมากขึ้นเรื่อย ๆ ในแต่ละครั้งที่ผมไปขี่จักรยานที่สนามเขียว ลานจอดรถแทบจะเต็มทุกครั้งในวันหยุด ยิ่งเมื่อนักปั่นมีเยอะมากขึ้น อุบัติเหตุต่าง ๆ ย่อมมากขึ้นเป็นเงาตามตัว ผมเลยขอเขียนแนะนำข้อสังเกตและข้อปฎิบัติเพื่อลดหรือเลี่ยงอุบัติเหตุ ในการขับขี่จักรยานที่สนามเขียวกันครับ

Ride Safely on Green Lane

(Photo Credit : May Limpetcharakul)

1. ทางเข้าสนามเขียว เข็นเข้าไปปลอดภัยกว่า

ตรงทางเข้าสนามเขียว ช่วงแถวๆ ที่แลกบัตรเข้าสนาม จนถึงปากทางเข้าสนาม มักจะมีนักปั่นต่อคิวกันเข้า และมีนักปั่นมารอเพื่อน ๆ ที่ยังมาไม่ถึง หรือยังปั่นไม่เสร็จกันอยู่เป็นจำนวนมาก หากปั่นเข้ามาอาจเสี่ยงต่อการเฉี่ยวชน ผมจึงขอแนะนำให้เข็นเข้ามาช้า ๆ ปลอดภัยกว่าแน่นอนครับ

2. เริ่มออกตัวจากจุดสตาร์ท มองซ้ายก่อนออกเสมอ

บางครั้งนักปั่นที่ขี่มาแบบไม่หยุดพัก มักจะปั่นมาด้วยความเร็วเพื่อต่อสู่รอบถัดไป ดังนั้นหากเราเพิ่งจะออกตัว ลองมองด้านที่มีรถจักรยานมาเสมอ น่าจะช่วยลดโอกาสเกิดอุบัติเหตุจากการชนกันกับคนที่ปั่นมาเร็ว ๆ ได้

3. ขี่ช้าเลนซ้าย ขี่เร็วเลนขวา

เมื่อออกไปแล้ว พึงระลึกเสมอว่า หากเราปั่นช้ากว่าความเร็วสนาม ให้ชิดอยู่เลนซ้าย ส่วนหากปั่นเร็วกว่าความเร็วสนาม ก็ให้วิ่งเลนขวา แต่หากแซงแล้ว ลองชิดอยู่เลนซ้ายบ้างก็ดีครับ เพราะบางทีอาจมีนักปั่นที่ปั่นเร็วกว่าเราแซงมาทางขวาก็เป็นได้

4. ใจเขาใจเรา เดาทางนักปั่น

ที่สนามเขียวมีนักปั่นจักรยานที่มีประสบการณ์และมีวัตถุประสงค์ต่างกัน มาปั่นร่วมกันเป็นจำนวนมาก มีตั้งแต่นักปั่นมือใหม่ นักปั่นที่มากับครอบครัว นักปั่นสายความเร็วที่ต้องการทำสถิติใหม่ของตัวเอง เป็นต้น แต่ละคนย่อมมีแนวการขับขี่ที่ต่างกัน แต่เมื่อสนามเขียวเป็นสถานที่ที่นักปั่นมาปั่นร่วมกัน ดังนั้นต้องคอยเดาทางนักปั่นแต่ละประเภทครับ เช่นมือใหม่ มักขี่แบบเก้ ๆ กัง ๆ ซึ่งเขาเองอาจจะกำลังฝึกขี่จักรยานอยู่ อาจคอนโทรลรถจักรยานเลยได้ไม่คล่อง สิ่งที่ต้องระวังคือ นักปั่นมือใหม่เหล่านี้ อาจมีการเปลี่ยนเลนหรือเลี้ยวหันหัวกระทันหัน ดังนั้น เมื่อเราขี่ตามมา ควรเว้นระยะห่างด้านล่างพอสมควร เช่นหนึ่งเมตรเป็นต้น ส่วนนักปั่นแนวครอบครัว เรามักจะเห็นพ่อแม่พาเด็ก ๆ มาขี่จักรยาน แนวทางการขับขี่ของนักปั่นแนวครอบครัวจะคล้าย ๆ กับแนวมือใหม่ คือขี่จักรยานช้าเนื่องจากคอยระมัดระวังความปลอดภัยให้ลูก และเด็ก ๆ ก็มักจะขี่ไม่เร็วมากครับ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นได้คือ เด็ก ๆ อาจเลี้ยวกะทันหัน หรือเปลี่ยนเลนกะทันหัน ดังนั้น เว้นระยะห่างด้านข้างอย่างน้อย 1 เมตรก็น่าจะพอช่วยได้ ส่วนนักปั่นมือเก๋า คอนโทรลรถค่อนข้างจะคล่อง แต่มักจะปั่นเร็ว อาจมีการแซงคนที่ช้ากว่าออกมาได้

5. มองหลัง + ให้เสียง ก่อนออกตัวแซง

สิ่งที่ควรทำก่อนแซงเสมอคือ มองหลัง ดูว่าทางสะดวกที่จะแซงหรือเปล่า หรือว่ามีจักรยานอื่น ๆ มาอยู่ในระยะอันตรายหรือไม่ และอีกสิ่งหนึ่งก็คือ การให้เสียง บอกคนที่เราจะแซง เช่น ตะโกน (ดังเหมาะสม) ว่าแซงขวานะครับ หากเราลากขบวนมาด้วย บอกด้วยก็ดีความจะแซงกี่คัน เช่น แซงขวานะครับ มี 3 คัน เป็นต้น ที่เราต้องทำสิ่งเหล่านี้เพราะว่าจักรยานเป็นรถที่เสียงเบา คนที่ขี่อยู่มันโดนเสียงลมตีเข้าหู ทำให้ไม่ค่อยได้ยินเสียงจักรยานที่มาจากด้านหลัง

6. หมั่นสังเกตสัญญานมือ อย่ามองแต่ล้อคนข้างหน้า

คนที่ปั่นอยู่ข้างหน้า ควรเป็นผู้ให้สัญญานมือ เมื่อต้องการเปลี่ยนเลน หรือเมื่อมีอุปสรรคข้างหน้า เพื่อบอกให้ผู้ที่ปั่นตามหลังระมัดระวัง ส่วนผู้ที่ปั่นตาม ก็ควรมองดูสัญญานมือของคนข้างหน้าด้วย อย่ามองแต่พื้น หรืออย่ามองแต่ล้อหลังของคนข้างหน้าอย่างเดียวนะครับ

7. หากขี่ไม่แข็ง ไม่ควรร่วมขบวนจักรยานด่วน

ผู้ที่ขี่จักรยานยังไม่แข็ง ผมแนะนำว่าอย่าเพิ่งเข้าไปร่วมขบวนจักรยานด่วน ๆ ที่มักมีผู้ตามเป็นพรวน เพราะว่าหากมีการผิดคิวกันนิดเดียว จะล้มกันเป็นขบวนเลยครับ อันตรายมาก ๆ ส่วนใหญ่ที่ผมและเพื่อน ๆ ขี่กัน จะขี่ตามกันเฉพาะกลุ่มที่รู้จักกัน และรู้แนวทางการขี่กันดีพอสมควรแล้ว เราจะรู้จักให้สัญญานมือ หรือตะโกนแจ้งเกี่ยวกับสิ่งที่ต้องการสื่อสารกับเพื่อนที่ปั่นตามหลัง

8. เว้นระยะห่างอย่างเหมาะสม

การเว้นระยะ หากเป็นการขี่ต่อ ๆ กันกับเพื่อนของเรา ควรเว้นระยะประมาณ 1 เมตรจากคนข้างหน้า อย่าไปปั่นแบบเหลื่อมล้อกันกับคันข้างหน้า เพราะหากคันข้างหน้าเปลี่ยนเลนกะทันหัน อาจเกิดเหตุการเกี่ยวกับล้มได้

9. ระมัดระวังในจุดเสี่ยงต่าง ๆ

สำหรับการขับขี่ในสนามเขียว จุดเสี่ยงต่าง ๆ คือให้ช่วยโค้งหักศอกแต่ละมุมของสนาม ที่ต้องชะลอความเร็ว เพราะบางครั้งพื้นเปียก อาจจะทำให้ลื่นล้มได้ และจุดเสี่ยงอื่น ๆ คือจุดพักต่างๆ ที่นักปั่นมักจะไปพักหลบแดด หรือเข้าห้องน้ำ เมื่อเห็นนักปั่นจอดพักอยู่ ให้เราหมั่นสังเกต คำแนะนำคือให้ชะลอความเร็ว เพราะบางครั้งนักปั่นที่พักเสร็จแล้ว อาจออกตัวมาโดยไม่ได้มองผู้ที่มาจากข้างหลังก็เป็นได้ครับ

10. หากต้องการจอดที่ทางออก ต้องให้สัญญานและชะลอความเร็ว

เนื่องจากสนามเขียวในช่วงต้นปี 2015 นั้น ยังขับขี่แบบวิ่งตามเข็มนาฬิกา ดังนั้นทางออกจะอยู่ทางด้านขวา หากเราขี่มาแล้วต้องการจะออก ต้องหันไปมองด้านหลัง ดูว่ามีจักรยานคันอื่นตามมาด้านขวาหรือไม่ หากไม่มี หรือระยะห่างพอจะออกได้อย่างปลอดภัย ก็ให้เราให้สัญญานมือว่าจะเข้าทางด้านขวา คือยื่นมือโบกขึ้นลงทางด้านขวา แล้วค่อย ๆ ออกเพื่อความปลอดภัยครับ

 

Active Lifestyle

Running in Pranburi

หลังจากที่บทความที่แล้ว ที่ผมได้เกริ่นไปว่า keng.com จะมีเนื้อหาเปลี่ยนแปลงไป เนื่องจากความสนใจส่วนตัวของผมก็เริ่มเปลี่ยนไป เมื่อมีกิจกรรมใหม่ ๆ เข้ามาในชีวิต ก็ทำให้ผมอยากที่จะพูดถึงมันมากยิ่งขึ้น

สิ่งที่ว่าคือการใช้ชีวิตแบบ Active Lifestyle ซึ่งผมขอเรียกสิ่งนี้ว่าเป็นสิ่งที่ผมกำลังให้ความสนใจมันมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยเริ่มจากปลายปี 2013 ที่ผมได้เริ่มปั่นจักรยาน โดยปั่นแบบจริงจังต่อเนื่องมาเป็นระยะเวลาหนึ่งปี เริ่มเห็นผลชัดเจนว่าสุขภาพร่างกายดีขึ้นเรื่อยๆ น้ำหนักลดลง (โดยกินได้เท่าเดิม หรือมากกว่าเดิม) เรียกได้ว่าร่างกายเปลี่ยนไปเพราะการออกกำลังกายโดยแท้ นอกเหนือจากนี้ผมแทบจะไม่ป่วยเป็นหวัดเลยเป็นระยะเวลาหนึ่งปี คาดว่าคงเป็นเพราะร่างกายแข็งแรงขึ้นเช่นกัน

เมื่อปั่นจักรยานมาได้ปีหนึ่งแล้ว ผมก็เริ่มสนใจกีฬาหลากหลายประเภทมากยิ่งขึ้น เช่นเพิ่มการวิ่ง และการว่ายน้ำเข้ามา ซึ่งสามสิ่งนี้ได้ผนวกมาเป็นกีฬาไตรกีฬา ซึ่งเป็นกีฬาประเภท endurance หรือกีฬาที่ต้องการความทนทานของร่างกายมากขึ้น กีฬาเหล่านี้ไม่ได้ยาก เพียงแต่ต้องมีความตั้งใจในการซ้อม

เว็บไซต์ keng.com ที่เปลี่ยนแปลงเนื้อหามาเขียนเรื่อง Active Lifestyle นั้น ผมต้องการจะเอาประสบการณ์ที่ตัวเองได้พบเจอจากการออกกำลังกาย มาเป็นแรงบันดาลใจให้ท่านผู้อ่านหันมาออกกำลังกายเพื่อสุขภาพบ้างครับ แค่ผู้อ่านหันมาออกกำลังกายเพิ่มขึ้นเพียงหนึ่งคน ผมก็ดีใจแล้วครับ

เตรียมพบกับความเปลี่ยนแปลงใน keng.com

สวัสดีครับ ไม่ต้องแปลกใจหากเข้ามาแล้วไม่เจอเนื้อหาเกี่ยวกับการตลาดดิจิตอลใน keng.com คุณสามารถอ่านเนื้อหาเก่า ๆ ได้ที่ เว็บ kengdotcom.wordpress.com ครับ

สำหรับเว็บ keng.com แห่งนี้ ผมเปิดมาร่วม 14 ปี ผ่านการเปลี่ยนแปลงในเนื้อหามาก็หลายครั้ง โดยเริ่มตั้งแต่เรื่อง online diary มาเป็นเรื่อง blog marketing และกลายมาเป็น digital marketing ในหลายปีให้หลัง ครั้งนี้ความสนใจของผมก็เริ่มเปลี่ยนไป เลยต้องหาแรงจูงใจใหม่มาให้ผมเริ่มสนุกกับการเขียน  blog อีกครั้ง เดี๋ยวจะมาแจ้งให้ทราบว่าเราจะเปลี่ยนเป็นเนื้อหาเกี่ยวกับอะไร เร็ว ๆ นี้ครับ

จากวันที่คิดเริ่มเล่นไตรกีฬา จนถึงประสบการณ์การแข่งขันไตรกีฬาครั้งแรก

สิ่งนี้ทำให้ผมอยากเขียนบันทึกไว้เลยครับ เนื่องจากเป็นครั้งแรกที่ผมได้ร่วมการแข่งขันไตรกีฬาครั้งแรกอย่างเป็นทางการ หลังจากที่ได้เริ่มปั่นจักรยานเพื่อออกกำลังกายมาประมาณ 1 ปี ก็เห็นเพื่อน ๆ เริ่มเล่นไตรกีฬา จึงอยากที่จะลองเล่นกีฬาไตรกีฬาประเภทนี้ดูบ้าง เนื่องจากกีฬาประเภทนี้มีการเล่นกีฬาสลับชนิดกัน คือต้องเริ่มจากว่ายน้ำ ตามด้วยปั่นจักรยาน และวิ่ง ตามลำดับ ดูแล้วจะได้เป็นการพัฒนากล้ามเนื้อร่างกายทุก ๆ ส่วนไปด้วยในตัว ผมเริ่มซ้อมกีฬาไตรกีฬามาประมาณ 1 เดือนครึ่ง ก่อนการเริ่มแข่งขันไตรกีฬาครั้งแรกของผมเมื่อวันเสาร์ที่ 14 มีนาคม 2558 ซึ่งถือว่าเป็นวันที่ผมต้องเขียนบันทึกความทรงจำสำหรับมันไว้หน่อยครับ

วันที่ผมได้คิดอยากเล่นไตรกีฬานั้น ผมจำไม่ได้หรอก แต่น่าจะเป็นปลายปี 2557 ซึ่งเริ่มมีความคิดอยากทำมันขึ้นมาจริงจัง จึงเริ่มหาข้อมูลว่าการเริ่มเล่นไตรกีฬาต้องทำอย่างไร ผมได้ค้นหาข้อมูลจากอินเตอร์เน็ตเยอะพอสมควร ผมเลยพอเห็นทิศทางว่า หากต้องการจะเริ่ม คุณต้องเริ่มด้วยการตั้งเป้าหมาย ซึ่งผมพบว่าการตั้งเป้าหมายที่ง่ายที่สุดคือ การสมัครแข่งขันไตรกีฬาสักรายการหนึ่ง ซึ่งรายการที่ผมได้สมัครทันทีหลังก็คือรายการภูเก็ตลากูน่าไตรกีฬา ซึ่งจะแข่งในเดือนพฤศจิกายน 2558 ปลายปีนั่นเอง ซึ่งต้องยกสำนวนไทยที่มีสำนวนว่า “หมูไม่กลัวน้ำร้อน” มาเลย เพราะเพิ่งรู้ว่างานภูเก็ตลากูน่าเป็นงานไตรกีฬายิ่งใหญ่ที่สุดของเมืองไทย จากวันที่เริ่มคิดอยากเล่น ผมมีเวลาประมาณ 10-11 เดือนเพื่อซ้อมก่อนที่จะถึงรายการภูเก็ตไตรกีฬา งานนี้ต้องซ้อมอย่างเดียวเท่านั้น!

ย้อนกลับมาเล่าถึงกีฬาไตรกีฬาสักนิด คือการแข่งขันไตรกีฬานั้น ตัวประเภทกีฬาว่ายปั่นวิ่ง เหมือนกันหมด แต่มีหลากหลายระยะ ซึ่งในการแข่งขันไตรกีฬาจะมีสี่ระยะหลัก ๆ ที่เป็นที่นิยมคือ

  • ระยะ Sprint คือระยะ ว่าย 750 เมตร ปั่น 20 กิโลเมตร และตามด้วยวิ่งอีก 5 กิโลเมตร
  • ระยะ Standard คือระยะ ว่าย 1.5 กิโลเมตร ปั่น 40 กิโลเมตร และตามด้วยวิ่งอีก 10 กิโลเมตร ซึ่งอีกชื่อหนึงของระยะนี้ที่มักเรียกกันทั่วไป ก็คือระยะ Olympic เพราะว่าในการแข่งขันไตรกีฬาในโอลิมปิค จะใช้ระยะนี้นั่นเอง
  • ระยะ Long Course คือระยะ ว่าย 1.9 กิโลเมตร ปั่น 90 กิโลเมตร และวิ่ง 21.1 กิโลเมตร
  • ระยะ Ultra Distance คือว่ายน้ำ 3.8 กิโลเมตร ปั่น 180 กิโลเมต และวิ่ง 42.2 กิโลเมตร หรือมักเรียกว่าระยะ ironman นั่นเอง

ระยะที่ผมลงในไตรกีฬาที่ภูเก็ตคือระยะ Standard ซึ่งวันที่ลงแข่งไว้ ยังคิดภาพไม่ออกว่าการว่ายน้ำ 1.5 กิโลเมตรในทะเลที่ขายืนไม่ถึงนั้นจะเป็นอย่างไร ปั่นจักรยาน 40 กิโลเมตรนั่นคงพอไหว เพราะเราขี่ระยะนี้ประจำอยู่แล้ว ส่วนวิ่ง 10 กิโลเมตรก็ได้ลองวิ่งระยะนี้มาแค่สองครั้ง ดังนั้นสิ่งที่ต้องทำต่อไป ก็คือการซ้อม

ปัญหาที่พบคือ ซ้อมยังไง! ด้วยความที่เป็นมือใหม่ในกีฬาประเภทนี้ เลยต้องหาข้อมูลเพิ่มเติม รวมไปถึงสอบถามเพื่อน ๆ ที่เคยเล่นไตรกีฬามาก่อน แล้วก็พบว่าการซ้อมที่ดีควรจะมีโค๊ช หรืออย่างน้อยควรมี Training Plan ที่คิดมาแล้วโดยผู้ฝึกสอนไตรกีฬาโดยเฉพาะ การซ้อมโดยมีผู้รู้มาให้คำแนะนำ ทำให้เราไปถึงเป้าหมายได้โดยเร็วและถูกทิศทางมากที่สุด และผมก็ได้พบว่าเพื่อนในที่ทำงานอีกสองสามคน ก็สนใจไตรกีฬาเหมือนกัน เราเลยได้ลองชักชวนกันไปลงแข่งงานไตรกีฬา และชวนกันฝึกซ้อมและแลกเปลี่ยนสิ่งที่แต่ละคนไปเจอมา

ผมเริ่มโดยการสมัครสมาชิกเว็บที่ช่วยในการฝึกซ้อมและเหมาะกับกีฬาหลากหลายประเภทอย่าง Training Peaksและได้สมัครใช้ Training Plan สำหรับระยะ olympic ที่เหมาะกับความสามารถพื้นฐานที่ผมพอจะทำได้ โดยเริ่มฝึกซ้อมว่ายน้ำ และวิ่งอย่างจริงจังในช่วยปลายเดือนมกราคม 2558 และผมก็พบว่าเจ้าตาราง Training Plan ที่ผมใช้อยู่เค้าบอกว่า ให้แข่งขันรายการไตรกีฬาระยะ Sprint เป็นส่วนหนึ่งของการฝึกซ้อมในช่วงกลางเดือนมีนาคม ซึ่งพบว่ามีรายการ Amarin Outdoor Unlimited International Triathlon 2015 ซึ่งจะจัดขึ้นที่ชะอำในเดือนมีนาคมพอดี ผมเลยสมัครเข้าร่วมในระยะ Sprint อย่างไม่ลังเล

My First Triathlon

(ผมซ้ายและเมย์ขวาในวันศุกร์ที่แวะมาดูสถานที่แข่งขันจริง)

หลังจากนั้นได้มาพบว่า มีจะการจัด workshop สอนการเล่นไตรกีฬา โดยทีมไตรกีฬาสมัครเล่นที่ชื่อ O2 Max ร่วมกับร้าน Bike Zone ซึ่งจัดขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ 2558 เราสี่คนในที่ทำงานเดียวกัน ไปร่วมเรียนและลองหัดเล่นไตรกีฬาใน Workshop นี้ด้วยกัน ซึ่งใน Workshop จะสอนโดยนักกีฬาของทีมซึ่งมีการแชร์ความรู้ที่เหมาะกับมือใหม่มาก ๆ เลยคือ กติกาต่าง ๆ ในการเล่นไตรกีฬา รวมไปถึงเทคนิคต่างๆ เช่น ว่ายน้ำในทะเล ควรหายใจอย่างไร ซึ่งเรียกว่าเนื้อหาสามารถนำไปปรับใช้ได้มากเลยทีเดียว รวมไปถึงการได้จำลองการแข่งไตรกีฬามาให้ผู้ร่วม Workshop ได้ลองทำจริง ผมพบว่าการเล่นกีฬาไม่ง่ายเลย แต่มันก็ไม่ยาก เพราะมันเป็นกีฬาที่ต้องการการฝึกซ้อมอย่างมีวินัย ผมได้พบว่าร่างกายของมนุษย์เราจะทำสิ่งต่าง ๆ ได้ดีขึ้นเรื่อย ๆ หากเราได้มีการฝึกซ้อมหรือทำซ้ำ ๆ ให้ร่างกายได้ปรับตัวจากความหนักหน่วงที่เพิ่มขึ้น เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ และที่สำคัญใน Workshop นี้ ผมได้พบว่า เต้ย เพื่อนเก่าสมัยเรียนด้วยกันที่อัสสัมชัญ  และเอ ญาติห่าง ๆ ของผมอีกคนหนึ่ง ก็อยู่ทีมนี้ด้วย ต้องขอขอบคุณทีม O2 Max และร้าน Bike Zone ที่ทำสิ่งดี ๆ นี้ขึ้นมาเพื่อแบ่งปันความรู้ เป็นการสร้างนักกีฬาไตรกีฬาเพิ่มขึ้นได้อย่างแน่นอน พร้อมทั้งเป็นแรงบันดาลใจให้กับนักกีฬาไตรกีฬามือใหม่อีกหลาย ๆ คน ผมเองเป็นหนึ่งในนั้น

หลังจบจาก Workshop ของทีม O2 Max และร้าน Bike Zone แล้ว ผมก็กลับมาฝึกซ้อมต่อเนื่อง แต่มีพักไปบ้างหนึ่งสัปดาห์เนื่องจากไปออกทริปจักรยานกับเพื่อน ๆ แล้วจักรยานคว่ำ เลยพักไปหนึ่งสัปดาห์เพื่อให้หายสนิทและกลับมาฝึกซ้อมต่อ เพื่อเตรียมตัวสำหรับการแข่งขันครั้งแรกที่ชะอำของผม ผมให้ความสำคัญในการซ้อมว่ายน้ำมากยิ่งขึ้น เพราะเป็นจุดอ่อนที่สุดของผม และยังไม่รู้ด้วยว่าจะว่ายได้จบระยะในทะเลหรือไม่ กีฬาไตรกีฬานี้ ไม่ใช่แค่ต้องฝึกซ้อมร่างกาย ต้องฝึกซ้อมเรื่องจิตวิทยาด้วย ผมบอกตัวเองว่าต้องทำได้ และตอนซ้อมก็เลยเริ่มค้นพบทางเอาตัวรอดจากการว่ายในน้ำทะเล  หรือ Open Waters (ภาษาในกีฬาประเภทนี้เค้าจะเรียกว่าว่ายน้ำใน open waters ซึ่งหมายถึงการว่ายน้ำที่ไม่ได้ว่ายในสระว่ายน้ำ เช่น ทะเล บึง ทะเลสาป คลอง แม่น้ำ ต่าง ๆ เป็นต้น) คือการว่ายน้ำในท่าฟรีสไตล์ สลับกับว่ายกบ ซึ่งที่ต้องทำแบบนี้ เพราะว่ากล้ามเนื้อของผมยังไม่แข็งแรงพอที่จะว่ายฟรีสไตล์ได้ตลอดรอดฝั่ง การใช้การว่ายกบสลับ ก็เหมือนกับการได้พัก แต่ยังได้เคลื่อนที่ไปข้างหน้า

My First Triathlon

(เอาจักรยานไปจอดไว้ที่จุดเปลี่ยนชนิดกีฬาเสร็จแล้วในเย็นวันศุกร์)

เมื่อถึงสัปดาห์แข่งขัน Amarin Outdoor Unlimited International Triathlon 2015 ผมได้เดินทางมาเตรียมตัวที่ชะอำตั้งแต่วันศุกร์ งานนี้มีเมย์ เพื่อนที่สนใจไตรกีฬา แต่ว่าบาดเจ็บอยู่จากจักรยานคว่ำด้วยกันมาด้วย เลยไม่สามารถแข่งขันด้วยได้ เมย์มาเก็บบรรยากาศ เก็บภาพ รวมถึงการทำหน้าที่เป็นผู้จัดการทีม คอยเตือนคอยเตรียมไม่ให้ลืมของ รวมถึงเดินทางไปเตรียมตัวด้วยกันตลอดในช่วงวันก่อนแข่งและวันแข่ง ซึ่งในวันศุกร์ ผู้จัดการแข่งขันบอกว่านักกีฬาจะสามารถเอาจักรยาน ไปไว้ที่จุดเปลี่ยนชนิดกีฬา (Transition Area) ได้ตั้งแต่วันศุกร์ตอนเย็น เพื่อที่เช้าวันเสาร์จะได้ไม่ต้องเสียเวลากับการเตรียมจักรยาน และลดอาการเร่งรีบและตื่นเต้นในเช้าวันเสาร์ได้ เพราะเช้าวันเสาร์จะเปิดให้เอาจักรยานเข้าไปตั้งแต่ตีห้า จนถึง หกโมงเช้าเท่านั้น หลังจากนั้นจะปิดจุดเปลี่ยนชนิดกีฬาเพื่อเริ่มแข่งขันในประเภทต่าง ๆ ผมเลือกที่จะเอาจักรยานมาไว้ที่จุดเปลี่ยนชนิดกีฬา ตั้งแต่วันศุกร์เพื่อลดความเสี่ยงของการเตรียมตัวและเตรียมอุปกรณ์ไม่ทัน เรามือใหม่ ควรลดเรื่องที่จะกังวลใจให้มากที่สุด

คืนวันศุกร์ ผมได้เตรียมกลับที่พักและเข้านอนให้ได้เวลา 2 ทุ่ม แต่กลายเป็นว่าว่าจะเช็คอุปกรณ์เสร็จและเตรียมตัวเข้านอนได้คือเวลาสี่ทุ่ม! ผมสะดุ้งตื่นกลางดึกตอนช่วงตีหนึ่งครึ่ง และนอนไม่หลับเลยหลังจากนั้น เพราะตื่นเต้น คิดเรื่องการแข่งตลอดเวลา จนนาฬิกาปลุก 3.45 น. เลยลุกขึ้นมาล้างหน้าแปรงฟัน แต่งตัวและเตรียมอุปกรณ์สำคัญเช่น ชิปจับเวลา และสายรัดข้อมือเพื่อแสดงตัวเป็นนักกีฬาให้เรียบร้อย หากไม่มีสองอุปกรณ์นี้จะไม่ได้เข้าจุดเปลี่ยนชนิดกีฬา และจะไม่มีเวลา official นั่นหมายถึงการ disqualify ตั้งแต่ยังไม่เริ่มแข่ง ผมพยายามทานมื้อเช้าก่อนตีห้า เพื่อให้อาหารลงท้องก่อนเวลาปล่อยตัวสองชั่วโมงเป็นอย่างน้อย (เวลาปล่อยตัวรุ่น Sprint เวลา 7.15น.) เราออกจากที่พักเวลา 4.45 น. เพื่อไปถึงสนามแข่งที่ค่ายนเรศวร ชะอำ เวลาประมาณ 5.00 น. แต่อุปสรรคแรกที่พบคือ ที่จอดรถในวันแข่งจริงในจอดด้านหน้าค่ายและต้องเดินเข้าไปอีกประมาณกิโลกว่า ๆ เพื่อถึงจุดแข่งขัน เสียเวลาไป 10-15 นาทีกว่าจะถึงจุดเปลี่ยนกีฬาที่จะต้องไปเตรียมอุปกรณ์ โชคดีที่ผมได้เอาจักรยานไปจอดไว้ตั้งแต่เมื่อวาน วันแข่งจริงเลยเป็นวันเตรียมอุปกรณ์อื่น ๆ เท่านั้น

My First Triathlon

(ก่อนเริ่มแข่ง เอาอุปกรณ์มาเตรียมไว้)

ยิ่งใกล้เวลาแข่ง ผมยิ่งตื่นเต้น โดยเฉพาะการว่ายน้ำ ที่ไม่เคยว่ายน้ำในทะเลแบบระยะไกล ๆ มาก่อน ปกติลอยห่วงยางโต้คลื่นมากกว่า ผมเจอเพื่อนเต้ยที่ให้คำแนะนำว่า เช้าก่อนปล่อยตัว ให้ไป warm up ด้วยการลงไปว่ายน้ำในทะเลสักหน่อย เพื่อให้รู้ว่าความรู้สึกมันเป็นอย่างไร คลื่นเป็นอย่างไร และหากน้ำทะเลเข้าปากเป็นอย่างไร จะได้คลายความตื่นเต้นไปในตัว ผมได้ลองลงไปว่ายน้ำเพื่อ Warm up ตามคำแนะนำของเต้ย แต่ว่ายได้แค่ประมาณ 50 เมตร ทางผู้จัดก็ประกาศให้นักกีฬาที่ว่ายน้ำอยู่ให้ขึ้นจากน้ำ เพราะจะเริ่มปล่อยตัวรุ่น Open (pro) แล้ว

ผมขึ้นมายืนรอพร้อมกลุ่มนักกีฬาคนอื่น ๆ ในจุดปล่อยตัว ตื่นเต้นพอสมควร ยังดีเจอเมย์ ที่คอยเป็นเพื่อนพูดคุย เจออี้หลิง น้องที่เคยทำงานที่เดียวกัน มาแข่งในงานนี้ด้วย มายืนคุยด้วยกัน และได้คุยกับมือใหม่ที่มาแข่งไตรกีฬาเป็นครั้งแรกเหมือนกัน ก็ปลอดประโลม และให้กำลังใจกันไปมา ตื่นเต้นดีครับ

แต่ละรุ่นก็ทยอยปล่อยตัวกันไป จนถึงรุ่นระยะ Sprint ซึ่งเป็นระยะที่สั้นที่สุด จึงปล่อยตัวเป็นรุ่นสุดท้าย ผมจำคำสอนจากใน Workshop มาว่า หากว่ายช้า ควรไปอยู่หลัง ๆ และอยู่ด้านนอก ๆ เพื่อหลีกเลี่ยงการกระทบกระทั่งในช่วงปล่อยตัวลงน้ำ ของนักว่ายน้ำที่เก่ง ๆ ที่มีการชิงจังหวะขึ้นนำ ผมพยายามมองหาทิศทางของทุ่นที่ต้องไปอ้อมก่อนลงน้ำ เนื่องจากผมรู้ตัวว่าว่ายน้ำช้า จึงใช้กลยุทธคือว่ายน้ำให้ตรงทิศทางที่สุด ห้ามหลงทิศ เพราะนั่นหมายถึงเวลาที่จะเสียไปโดยใช่เหตุ เมื่อกระโดดลงน้ำ แรก ๆ ก็ว่ายไปตามจังหวะตัวเอง โดยในตอนซ้อม ผมวางแผนไว้ว่าจะว่ายฟรีสไตล์ประมาณ 50% และว่ายกบอีกเป็นระยะ 50%สลับกันไปเพื่อให้มีช่วงพักบ้าง แต่ของจริงคือผมว่ายกบไป 80% และว่ายฟรีสไตล์ที่ 20% คือผิดแผนไปราวฟ้ากับเหว แต่โชคดีที่ท่าว่ายกบ เป็นท่าที่ทำให้ผมได้เงยหน้าเหนือน้ำมามองทิศทางได้ดี และว่ายได้ตรงทิศตามที่ตั้งใจไว้เป๊ะเลย

My First Triathlon

(วิ่งขึ้นจากน้ำ พุ่งตัวไปสู่จุดเปลี่ยนชนิดกีฬา สังเกตดูครับ ผมหายให้ทางเหงือกอยู่)

ช่วงว่ายน้ำในช่วงขากลับที่ว่ายเข้าสู่ฝั่ง ผมก็รู้สึกเหมือนโดนแส้ฟาดที่แขนซ้าย เปรี๊ยะใหญ่ ผมสะดุ้งสะบัดแขน เปรี๊ยะ เปรี๊ยะ เปรี๊ยะ ผมรู้ทันทีว่ามันคือแมงกระพรุนที่มีพิษ ไม่ว่าจะเป็นแมงกระพรุนสาย หรือหนวดแมงกระพรุน ทำให้ผมกังวลนิดนึง แต่ยังว่ายต่อให้จบ บอกตัวเองว่าว่ายน้ำให้จบแล้วน่าจะรอดแล้ว ผมขึ้นจากน้ำด้วยความรู้สึกว่าเราไม่ช้ามากอย่างที่คิด เพราะเท่าที่ผมดูมีนักกีฬาคนอื่นที่ดูจะว่ายหลงทิศกันอยู่พอสมควร ผมวิ่งขึ้นจากน้ำ พุ่งตัวเข้าสู่จุดเปลี่ยนชนิดกีฬา มีนักกีฬาที่ขึ้นจากน้ำตามผมมา ตะโกนขอน้ำส้มสายชูจากทีมงานผู้จัด แต่ผมคิดว่าแขนผมน่าจะไหวอยู่ โดนคงไม่เยอะ เลยตั้งใจไปต่อเลย ได้ยินเมย์ตะโกนเรียกชื่อ และบอกว่าอี้หลิงขึ้นไปแล้ว 2-3 นาที เรารู้อยู่แล้วว่าอี้หลิงเด่นเรื่องกีฬาว่ายน้ำ ผมได้แต่สั่งให้ขามันก้าวให้เร็วเพื่อไปเปลี่ยนอุปกรณ์ไปประเภทจักรยานให้เร็วที่สุด

เมื่อวิ่งไปจนถึงจักรยาน ผมพยายามหายใจให้ลึก ๆ และรีบเช็ดเท้าให้แห้ง ใส่ถุงเท้า รองเท้า หมวกกันน๊อก แว่นกันแดด ยกจักรยานออกจากที่แขวน วิ่งจูงจักรยานไปจุดออกตัวจักรยาน เมื่อออกตัวได้ ผมก็ดูอัตราการเต้นของหัวใจ พบว่าอยู่โซน 4 ตั้งแต่ออกตัว (อัตราเต้นหัวใจของการเล่นกีฬาคือแบ่งเป็น 5 โซน 1-5 โดย 1 เบาสุด และ 5 แรงสุด) จริง ๆ ก่อนแข่งผมวางแผนว่าจะกำหนดความเร็วของตัวเอง ด้วยอัตราการเต้นของหัวใจโซน 3 แต่พอเป็นโซน 4 คิดว่าตัวเองยังไหว เลยลากหัวใจอยู่ในโซน 4 ตลอดการแข่งขัน คอยคุมไม่ให้ไปโซน 5 ละกัน

ออกตัวจักรยานมาได้สัก 300 เมตร ผมเริ่มกินเจลให้พลังงานหลอดแรกตามแผนที่วางไว้ เข้าสู่ถนนใหญ่ที่เป็นเส้นทางจักรยาน ผมเหลือบตามองอัตราหัวใจเป็นระยะ และพยายามปั่นด้วยรอบขาที่ซ้อมมา โดยไม่ได้ดูเวลาว่าใช้เวลาไปเท่าไหร่แล้ว เพราะตั้งใจจะใช้อัตราการเต้นของหัวใจเป็นตัวกำหนดความเร็วการแข่งของตัวเองอยู่แล้ว ผมพยายามมองหานักกีฬาที่ป้ายหมายเลขเป็นสีเหลือง เพราะเป็นรุ่น Sprint เหมือนกัน หากพบและแซงไหว ก็ต้องกัดฟันแซงไป เพราะแซงไปหนึ่งคน มีลุ้นอันดับเลื่อนได้หนึ่งอันดับ ผมเจอฝรั่งรุ่น Sprint คนหนึงผลัดกันแซงผลัดกันตามกับผมตลอด สนุกดี บางจังหวะผมกัดฟันทนหัวใจพุ่งไปโซน 5 แซงกลุ่มใหญ่ในบางช่วง แต่ก็เล่นเอาผมเป๋ไปเหมือนกัน เพราะหัวใจทะลุโซน 5 แล้วกว่าจะลงโซน 4 มันช้ามาก เลยต้องเปลี่ยนแผนปั่นแบบ stable คือไม่กระชากแซงแรง ๆ จนถึงช่วงกลับเข้าสู่ค่ายนเรศรที่จะปั่นอีกกิโลเมตรกว่า ๆ จะถึงจุดเปลี่ยนชนิดกีฬา ผมเจออี้หลิงที่ตรงนั้น  ผมกินเจลหลอดที่สอง เพื่อเตรียมไว้สำหรับให้ไปออกฤิทธิ์ตอนช่วงวิ่ง เราเข้าจุดเปลี่ยนกีฬามาเกือบพร้อม ๆกัน

เมื่อเข้าจุดเปลี่ยนชนิดกีฬา ผมพุ่งเข้าไปยังจุดเปลี่ยนกีฬาของผม เอาจักรยานแขวน เปลี่ยนรองเท้าวิ่ง ถอดหมวกกันน๊อก ใส่หมวกแก๊ป วิ่งออกมาเจออี้หลิงที่จุดทางออกไปวิ่ง เลยกอดคอวิ่งกับอี้หลิงเพื่อให้เมย์ได้ถ่ายรูปพอดี

My First Triathlon

(ออกจากจุดเปลี่ยนชนิดกีฬา เข้าสู่ช่วงวิ่ง พร้อมกับอี้หลิงพอดี)

เมื่อเข้าสู่ช่วงวิ่ง ผมแยกกับอี้หลิงเพื่อแยกกันไปวิ่งในสปีดที่แต่ละคนซ้อมมา ช่วงกิโลเมตรแรก ผมมองหัวใจแช่ไว้โซน 4 ไม่ให้เข้าโซน 5 เพราะนั่นหมายถึงหากเข้าไปอยู่โซน 5 นาน ๆ ผมอาจแข่งไม่จบได้ เนื่องจากเกินขีดจำกัดของร่างกาย ในช่วงกิโลเมตรแรกเป็นช่วยปรับตัวให้ขาที่เพิ่งเปลี่ยนมาจากจักรยาน เข้าสู่โหมดการวิ่งให้ได้เร็วที่สุด ช่วงแรกไม่รู้ว่าด้วยบรรยากาศการแข่งขัน ผมวิ่งกิโลเมตรแรกด้วย pace 5 กว่า ๆ (วิ่งที่ความเร็ว 5 นาทีกว่า ๆ ต่อระยะทาง 1 กิโลเมตร) ซึ่งเร็วกว่าที่ซ้อมไว้ พอรู้ด้วยว่าวิ่งเร็วไป ก็เหลือบสายตาไปเห็นหัวใจพอดี พบว่าทะลุไปโซน 5 พร้อมกล้ามเนื้อหน้าขาฝั่งซ้ายเริ่มมีเตือน ตุบ ตุบ ผมจึงลดความเร็วในเหลือ pace 6 ตลอดระยะกิโลเมตรที่ 2 จนถึงกิโลเมตรที่ 5 พอดึงระยะกิโลเมตรที่ 6 ใกล้เข้าเส้นชัย ช่วงนี้ผมเจอนักกีฬาที่วิ่งเร็ว ๆ วิ่งแซงผมด้วย speed ที่เร็วมากขึ้น บรรยากาศมันได้ ผมเริ่มเร่ง speed ของตัวเอง เพราะคิดว่าขาที่เดือนเรามาตั้งแต่กิโลเมตรที่ 2 นั้นคงไม่เป็นตะคริวตอนนี้หรอก ใจผมบอกว่าได้ สั่งไปที่ขาให้มันทำให้ได้ แล้วก็เพิ่ม speed ไปเรื่อย ๆ ระยะ 500 เมตรสุดท้าย ผมได้ยินเสียงฝีเท้าวิ่งใกล้เข้ามา ผมหันไปดู ป้ายเหลือง ! แต่เป็นผู้หญิงฝรั่ง น่าจะเป็นรุ่นผู้หญิง แต่ผมก็ยังไม่ผ่อนฝีเท้า หล่อนวิ่งใกล้เข้ามา ผมยิ่งเร่งฝีเท้า พอระยะห่างหน่อย ผมเบาฝีเท้า เพราะหัวใจทะลุโซน 5 และผมคิดว่าเธอคงไม่ต้องเร่งแซงผมแล้วเพราะผมไม่ใช่คู่แข่งในกลุ่มของเธอนั่นเอง แต่ถ้าเป็นอย่างนั้น ถ้าเธอเร่งฝีเท้าเมื่อไหร่ ผมก็ต้องปล่อยเธอแซงไปเนื่องจากผมเริ่มใกล้ถึงขีดจำกัดแล้วเหมือนกัน

My First Triathlon

(ช่วงจังหวะหน้าเส้นชัย ได้ยินเสียงเมย์ตะโกนเรียกชื่อ เลยหันไปทักทาย)

จนวิ่งถึงโซนอีก 200 เมตรก่อนถึงเส้นชัย ผมเตรียมตัวรูดซิปเสื้อขึ้นจัดระเบียบชุดให้เรียบร้อย ขยับหมวกให้ตรง เร่งฝีเท้าเพิ่มขึ้นอีก มีฝรั่งกองเชียร์ยื่นมือมาขอสัมผัสมือ ได้ยินเมย์ตะโกนพี่เก่งสู้ๆ ผมหันไปยิ้มให้กับเมย์ แล้ววิ่งเข้าเส้นชัยแบบมั่นใจที่เตรียมแต่งตัวมาเรียบร้อย พยายามฉีกยิ้มที่หัวใจโซน 5 โฆษกประกาศ “เข้ามาอีกคนแล้วค่ะ หมายเลข S2108″ ผมวิ่งเข้าไปรับเหรียญ finisher จากทีมงาน ผมทำได้แล้ว จบการแข่งขันไตรกีฬาครั้งแรกในชีวิต!

My First Triathlon

(ช่วงเวลาเข้าเส้นชัยในการแข่งขันกีฬาไตรกีฬาครั้งแรกในชีวิต เป็นประสบการณ์ครั้งแรกที่ผมจะจำเอาไว้ในความทรงจำ)

ผมกดหยุดนาฬิกาจับเวลาของตัวเอง พบว่าใช้เวลาในการแข่งขันไป 1.47 ชั่วโมง เร็วกว่าที่ตั้งใจไว้แต่แรกว่าจะทำให้ได้ภายใน 2.00 ชั่วโมง ถึง 13 นาที

บรรยากาศแถวเส้นชัย ยังมีนักกีฬาทยอยเข้าเส้นมาเรื่อย ๆ โดยโฆษกจะประกาศชื่อผู้ชนะในแต่ละรุ่นคละเคล้ากันไป ผมมาดูผลการแข่งทีหลังพบว่า ผู้หญิงที่วิ่งไล่จี้กับผมมาในระยะกิโลเมตรสุดท้ายของการวิ่งนั้น ได้อันดับ 3 ในรุ่นอายุในประเภทหญิงของเธอ ผมคิดว่าถ้าผมเป็นหญิงในรุ่น sprint เธอคงสับขาเร่งขึ้นมาแข่งสนุกกว่านี้แน่ ต้องยินดีกับเธอด้วย

ผมยืนดื่มด่ำกับบรรยากาศในช่วงเส้นชัยอยู่อีกเป็นชั่วโมง ผมเห็นน้ำใจนักกีฬาเยอะมากในการแข่งครั้งนี้ หลายคนที่วิ่งแข่งกันเข้ามาจนเกือบถึงเส้นชัย แต่กลับหันมาจับมือกันวิ่งเข้าเส้นชัยพร้อมกันไม่มีใครแพ้ชนะ สิ่งแบบนี้คุณอาจไม่ค่อยได้เห็นในชีวิตการทำงาน แต่ในการแข่งขันกีฬา เราพบเห็นสิ่งเหล่านี้ได้บ่อยมาก ๆ ผมเริ่มหลงรักกีฬาไตรกีฬาเข้าแล้วครับ

My First Triathlon

(ผลการแข่งขันอย่างเป็นทางการครั้งแรกของผมครับ)

สุดท้ายผมได้เช็คสถิติการแข่งอย่างเป็นทางการ พบว่าเข้ามาเป็น overall อันดับที่ 46 จาก 144 คนในรุ่น Sprint แต่ถ้าเป็น Sprint ประเภทชาย ผมจะอยู่อันดับ 40 จาก 111 คน แต่ถึงลงลึกไปถึงรุ่นชายอายุ 40-49 ผมอยู่อันดับ 11 จาก 27 คน เรียกว่าในรุ่นนี่แข่งกันโหดเหมือนกัน หลังจบจากงานนี้ ผมมองเห็นโอกาสในการพัฒนาตัวเองได้อีกเยอะจากการแข่งขันครั้งนี้ แน่นอนว่าผมต้องซ้อมให้หนักขึ้น เพื่อพัฒนาในจุดที่ยังด้วยอยู่มากคือเรื่องการว่ายน้ำ ผมจะกลับมาอีก เพราะบรรยากาศการแข่งแบบนี้มันหาที่ไหนไม่ได้ เป็นอีกหนึ่งประสบการณ์ที่ดีมาก ๆ ในชีวิตเลยครับ

My First Triathlon

(โดนแมงกระพรุนทั้งแขนซ้าย สรุปผ่านไปคืนแรก บวมเป็นรอยแส้ฟาดเพียบ นึกว่าไปโดนแส้ฟาดแบบในหนัง Fifty shade of grey มา)

ขอขอบคุณ

  • คนใกล้ตัวที่เข้าใจ และให้ใช้เวลาซ้อมได้จนเห็นผล
  • เพื่อน ๆ mInTri ที่ช่วยกันแชร์ความรู้ ความสนใจ และเป็นแรงบันดาลใจซึ่งกันและกัน
  • ทีม O2 Max ที่ได้จัด workshop ให้ความรู้และเทคนิคต่าง ๆ เกี่ยวกับไตรกีฬา
  • เพื่อน ๆ อัสสัมชัญ เต้ย เค ลี เอ สำหรับมิตรภาพ ให้กำลังใจ เทคนิค คำแนะนำต่าง ๆ
  • เมย์ ที่มาเป็นเพื่อน ช่างภาพ ผู้จัดการทีม ในการแข่งขันครั้งนี้ ซึ่งทำให้มีภาพประสบการณ์ที่ล้ำค่ามากๆ เก็บไว้เตือนความจำ
  • อี้หลิง เพื่อนร่วมแข่งครั้งนี้
  • ขอบคุณมิตรภาพใหม่ๆ  ที่ผมได้มาจากการแข่งขันครั้งนี้
  • ขอบคุณผู้จัดการแข่งขันที่จัดได้ดีมาก ๆ และจัดภาพสวยๆ ไว้ให้

สิ่งที่ผมคิดว่าควรปรับปรุงให้ดีขึ้นอีก

  • เรื่องว่ายน้ำนี่ชัดเจนมาก ต้องซ่อมอย่างหนัก
  • เรื่องแมงกระพรุน คือตอนบรีฟนี่ทีมงานพูดแล้วว่าอาจจะมี แต่คิดไปเองว่าคงไม่โดน พลาดมหันต์ คราวนี้ถ้าทีมงานเตือนอะไรไว้ จะเผื่อไว้ตลอด ซึ่งคราวนี้ควรเผื่อเสื้อว่ายน้ำ หรืออย่างน้อยปลอกแขน น่าจะลดบาดเจ็บได้แล้ว
  • กล้ามเนื้อหน้าขายังอ่อนแอหากโดนการเค้นด้วยความหนักหน่วงของ race pace
  • การลดเวลาในช่วง transition

ป.ล. ผมไม่ได้อยู่ทีม O2 Max นะครับ เผอิญทีมนี้เป็น inspriation ในการเล่นไตรกีฬาที่ได้จัด workshop ให้ผมได้ไปร่วม และพอไปซื้อเสื้อแข่งไตรกีฬาที่ร้าน bike zone ผมซื้อเสื้อตัวนี้มาใส่ คงคล้าย ๆ แฟนคลับ Man Utd ที่ซื้อเสื้อ Man Utd ไปใส่เตะบอลน่ะครับ หากทำให้ท่านใดเข้าใจผิด หรือผมทำสิ่งใดให้รู้สึกว่าทีม O2 Max เสียหาย ผมต้องขออภัยที่ทำให้เข้าใจผิดไว้ ณ ที่นี้ด้วยครับ