อวยพรปีใหม่ด้วย Augmented Reality E-card จาก Oreo

ใกล้ถึงเทศกาลปีใหม่แล้วนะครับ คาดว่าหลาย ๆ คนคงเริ่มทยอยที่จะลาหยุดพักร้อน ในช่วงสุดท้ายของปีกันบ้างแล้ว (สำหรับปีนี้ต้องเรียกว่าพักหนาวแทนสินะ เพราะอากาศหนาวได้ใจริง ๆ) สำหรับในช่วงปลายปีนี้ ตามธรรมเนียมของชาวโลกแล้วก็คงหนีไม่พ้นเรื่องคำอวยพรต่าง ๆ ตั้งแต่คริสต์มาส ไปจนถึงอวยพรปีใหม่กันเลยทีเดียว

เมื่อพูดถึงการ์อวยพร ผมขอย้อนไปถึงรูปแบบต่าง ๆ ของการ์ดอวยพร หากเป็นแบบกระดาษ เราก็เห็นมีหลายรูปแบบ เช่นแบบเรียบ ๆ ธรรมดา แล้วก็เขียนอวยพรพร้อมลายเซ็นต์กำกับกันไป หรืออีกแบบเป็นแบบที่เปิดแล้วมีเสียงเป็นต้น บ้างก็เปิดมาแล้วเป็น pop up กระดาษที่หลอกล่อทั้งเด็กทั้งผู้ใหญ่ดีนักเชียว มองเลยต่อไปถึงการ์ดอวยพรแบบดิจิตอล เราก็มักเห็นหลายแบบเช่น เป็นรูปภาพธรรมดาแล้วใส่ชื่อเรา อีเมล์เรา พร้อมใส่ชื่อผู้รับ อีเมล์ผู้รับ ซึ่งในอดีตจะมีบริษัทการ์ดชื่อดังต่าง ๆ เช่น BlueMountain ซึ่งปัจจุบันก็ยังเห็นยืนหยัดอยู่ได้เช่นกัน แบบที่ฮิตกันต่อ ๆ มาก็เป็นพวก flash animation หรือพวกการ์ดที่เป็นเกมให้เล่น ก็สนุกไปอีกแบบนึงครับ

สำหรับครั้งนี้ผมจะพูดถึงการ์ดอวยพรที่เป็น E-Card ในรูปแบบ Augmented Reality ซึ่งทำโดยแบรนด์ขนมอย่าง Oreo ที่เอามาให้ชาวไทยได้ใช้อวยพรกันด้วยครับ สำหรับตัวการ์ดนี้ก็ค่อนข้างเป็นการใช้สื่อสมัยใหม่ที่รวบเอาตั้งแต่สื่อ Social Media ไปจนกระทั่งโทรศัพท์มือถือ

โดยการ์ดอวยพรของ Oreo นี้ สามารถเล่นได้ทั้งแบบ Augmented Reality ซึ่งต้องใช้ทั้งกล่องผลิตภัณฑ์ของ Oreo และกล้องเว็บแคม หรืออีกแบบหนึ่งคือเล่นด้วย 3D Card ได้เลย โดยไม่ต้องใช้กล่องผลิตภัณฑ์หรืออุปกรณ์เสริมใด ๆ  เลยครับ

Oreo E-Card Home Page

สำหรับใครที่อยากลองเล่นและส่งการ์ดอวยพรแบบ Augmented Reality นี้ก็ตามผมมาเลยครับ ขั้นแรกก็ต้องเข้าไปที่เว็บไซต์ Oreo ก่อนครับ เราก็จะพบหน้าแรก เมื่อคลิกที่ปุ่ม Let’s Play ก็จะไปต่อที่หน้า Intro ของการ์ดครับ

Oreo Augmented Reality E-Card

ให้เราคลิกที่ปุ่ม ” คลิกที่นี่เพื่อทำการ์ดอวยพรโอริโอ ” เลยครับ เมื่อคลิกแล้ว ระบบจะให้เราเลือกเพื่อนที่จะส่งจาก list ของเพื่อนเราใน facebook เลยครับ (ถ้า login facebook อยู่นะครับ)

capture-20131223-221901

หลังจากที่เราเลือกเพื่อนที่จะส่งให้ได้แล้ว ระบบก็จะให้เราเลือกว่าจะให้เราส่งการ์ดแบบ 3D E-card หรือว่าจะส่งการ์ดแบบ Augmented Reality

oreo-select-card-type

โดยผมเลือกแบบ Augmented Reality ครับ ซึ่งระบบจะมี guide มาให้เลยครับ ว่าเราต้องเตรียมกล่องผลิตภัณฑ์ เตรียมกล้อง web cam หรือกล้องที่ติดมากับ laptop และแนะนำวิธีการเล่นว่าต้องถือกล่องเอียงประมาณ 45 องศา และต้องเป็นที่ที่มีแสงสะท้อนไม่มากครับ ของผมลองเล่นแล้วอาจจะแสงสะท้อนเยอะหน่อยเพราะเล่นตอนกลางคืน ทำให้ไฟเพดานสะท้อนเข้ามาเยอะเหมือนกัน ใครเล่นตอนกลางวันน่าจะสะดวกง่ายดายครับ ผมลองถ่ายมาเป็นวีดีโอแสดงวิธีการเล่นแบบละเอียดเลยครับ ภาพในวีดีโออาจจะสั่น ๆ หน่อย เนื่องจากใช้กล้องมือถือถ่าย มือนึงถือมือถือคอยถ่าย อีกมือนึงถือกล่อง Oreo คอยส่ง โอย พัลวัน ลองดูในวีดีโอเลยครับ

สุดท้ายเมื่อเล่นเสร็จแล้ว ก็จะได้การ์ดที่เป็นคำอวยพรที่เราพิมพ์ไว้ และส่งไปหาผู้รับผ่านทาง facebook เลยครับ

Oreo Augmented Reality

ใครที่ชอบของแปลก ๆ ใหม่ ๆ หรือมีกล่อง Oreo อยู่ในมืออยู่แล้ว ก็สามารถไปลองส่ง E-card แบบ Augmented Reality นี้ได้ที่ Oreo.co.th/selection เลยครับ ยังไงก็ขออวยพรให้คุณผู้อ่านทุกท่านมีความสุขในช่วงคริสต์มาสและปีใหม่ที่จะถึงนี้ครับ :)


Lee จับมือองค์กรการกุศล สร้างวันกางเกงยีนส์แห่งชาติ

กางเกงยีนส์ลี จับมือกับองค์กร American Cancer Society สร้างวันนุ่งกางเกงยีนส์แห่งชาติ (Lee National Denim Day) โดยกางเกงยีนส์ลี ได้เชิญชวนให้บริษัทต่าง ๆ ร่วมกันบริจาคต้านมะเร็ง ด้วยการให้พนักงานบริษัทสามารถแต่งตัวแบบ casual  โดยให้ใส่กางเกงยีนส์ตัวเก่งมาทำงานได้ โดยแลกกับการบริจาค 5 เหรียญดอลล่าร์สหรัฐ เข้าองค์กรการกุศล งานนี้จัดกันมาตั้งแต่ปี 1996 ซึ่งในปี 2012 นี้จัดขึ้นในวันที่ 1 ตุลาคมที่ผ่านมา

รูปภาพ


ซิ่งสายฟ้า!

วันดีคืนนี้ก็นึกครึ้มอยากเขียนเรื่องอื่น ๆ นอกจากเรื่อง digital marketing บ้างครับ

เมื่อวานนี้ระหว่างที่ผมกำลังขับรถติดไฟแดงอยู่บนถนนสี่เลนใจกลางกรุง รถของผมจอดติดอยู่เลนที่สองจากซ้าย โดยเลนซ้ายสุดเป็นเลนบังคับเลี้ยวซ้าย พลันที่ไฟแดงดับลง ไฟเขียวสว่างขึ้น ก็มีรถคันหนึ่งวิ่งปาดหน้ารถของผม มาจากเลนข้างขวา ผ่านหน้ารถผม ไปที่เลนข้างซ้ายอย่างรวดเร็ แน่นอนว่าเลนซ้ายที่บังคับเลี้ยวซ้ายนั้น รถคันนี้ไม่เลี้ยวแต่วิ่งตรงผ่านเสาสัญญานไฟจราจรไป แล้วปาดหน้ารถสปอร์ตหรูอย่าง Porche สีดำคันเท่ห์เข้าเลนขวา

รถคันที่ทำทุกอย่างข้างต้นที่ผมเล่ามา คือรถเมล์สาย ปอ 14!!


ติดตาม Olympics ผ่านโซเชียลมีเดีย

มหกรรมกีฬาแห่งมวลมนุษย์ชาติ Olympic 2012 ที่ลอนดอนในครั้งนี้ อยู่ในยุคที่โซเชียลมีเดียเบ่งบานอย่างมาก เลยไปลองหาและรวบรวมมาให้ว่า เราจะสามารถติดตามข่าวสารและการแข่งขันกีฬาโอลิมปิคในครั้งนี้ได้จากที่ไหนบ้าง ที่แรกคือ Youtube ซึ่งมี Official Olympic Channel กันเลย พร้อมทั้งมีการถ่ายทอดสดพิธีเปิดให้ดูกันทางอินเทอร์เน็ตด้วยเลยทีเดียว คาดว่าคงมีไว้ถ่ายการแข่งขันกีฬาต่าง ๆ ในช่วงโอลิมปิค และพิธีปิดด้วยครับ

ต่อมาก็ตามกันด้วยลิสต์เหล่านี้เลยครับ

  • เว็บไซต์อย่างเป็นทางการของ  Olympic London 2012 ซึ่งน่าจะมีครบแทบทุกอย่าง โดยเฉพาะตารางการแข่งขัน
  • Twitter @olympics ซึ่งเป็น Official Twitter Account ของโอลิมปิคเช่นกัน ตอนนี้มี follower กันไปแล้วกว่าล้านคน
  • Facebook Page ของ Olympics ซึ่งมีคนเป็นแฟนแล้วกว่า 3 ล้านคน

Vélib’ จักรยานเช่าแห่งเมืองปารีส

จักรยานสีเทาที่จอดเรียงกันอยู่นี้ คือจักรยานที่มีให้เช่าในเมืองปารีส ประเทศฝรั่งเศส ภาพนี้ได้มาตอนไปเดินเที่ยววันเดียวกับที่ปารีส ก็ถ่ายรูปไปเรื่อยครับ กลับมาเปิดรูปดูก็เลยเปิดหาข้อมูลเพิ่มเติม จากโลโก้ที่แปะตัวจักรยาน ก็พบว่า เจ้าจักรยานเช่ายี่ห้อ Vélib’ นี้คือจักรยานแบบ Bike Sharing ที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับสองของโลกเลยทีเดียวครับ

คำว่า Vélib’ นี้เป็นผสมผสานของคำภาษาฝรั่งเศสสองคำก็คือ Velo แปลว่าจักรยาน และ Liberte แปลว่าอิสระ ก็ดูตรงตาม concept ดีนะครับ ขับเช่าได้ตามอิสระ สำหรับการเช่านั้น จะถูกจัดการโดยสถานีให้เช่าแบบอัตโนมัติ ก็คือรูปด้านบนที่มีจักรยานเรียงเป็นตับเนี่ยแหละครับ ใครจะเช่าต้องสมัครสมาชิกก่อน มีทั้งแบบสมาชิกรายวัน รายสัปดาห์ รายปี โดยเริ่มต้นที่ 1.70 ยูโรในแบบรายวัน ไปจนถึง 39 ยูโรต่อปี ซึ่งสมาชิกแต่ละแบบจะสามารถเช่าได้ไม่จำกัดจำนวนครั้ง ตลอดระยะเวลาสมาชิก ซึ่งแบบวันละ 1.70 ยูโรก็ต้องถือว่าถูกมากสำหรับคนท้องถิ่น เพราะขนาดแค่ค่าเข้าห้องน้ำที่สถานีรถไฟยังปาเข้าไป 0.70 ยูโรแล้วเลยทีเดียว

เรื่องค่าเช่าหรือค่าสมาชิกนั้นก็ใช้บัตรเครดิตและรหัส PIN ก็สมัครได้เลย โดยแบบรายวันต้องสมัครผ่านเว็บ แต่แบบรายปีก็สมัครที่สถานีได้เลย ที่เป็นแบบบัตรเครดิต ก็เพื่อให้มันเป็นระบบอัตโนมัติได้มากขึ้น ไม่ต้องมีคนเฝ้าที่สถานี เพราะตัวระบบจะจัดการจับเวลาไว้ทั้งหมด เช่าจากสถานีไหน ไปคือที่สถานีอื่นก็ได้ ไม่ต้องกลับมาที่เดิม เรียกได้ว่าสะดวกสบายเช่นกัน แต่ใครไม่ยอมเอาจักรยานมาคืน ก็จะถูกตัดเงินจากบัตรเครดิตโดยอัตโนมัติเป็นจำนวน 150 ยูโรเช่นกัน


วิธีจองตั๋วไปดู Man Utd ที่ Old Trafford

เมื่อปลายปีที่แล้ว ผมได้มีโอกาสไปประชุมที่ลอนดอน ประเทศอังกฤษ เลยถือโอกาสพักร้อนกันต่อเลยอีก 5 วันรวด เมื่อเล็งแล้วพบว่าช่วงที่พักร้อน มีแมทช์ของ Man Utd ที่จะเตะที่ Old Trafford พอดี คงไม่ต้องบอกว่าอยากไปแค่ไหน เพราะใครที่เป็นแฟนฟุตบอลของทีมไหน ก็มักจะอยากไปเยือนที่สนามจริง ๆ ของทีมสักอย่างน้อย 1 ครั้ง ซึ่งครั้งนี้ ก็เป็นครั้งแรกที่ผมจะได้ไปเยือน Old Trafford ซึ่งต้องใช้ความพยายามกันหน่อย เพื่อความชัวร์ว่าจะไม่พลาดแมทช์นี้

สำหรับเรื่องตั๋วเครื่องบินจากไทยไปลอนดอน ผมไม่ขอพูดถึง แต่จะขอพูดไปถึงการจองตั๋วที่ Old Trafford และการจองตั๋วรถไฟไปที่ Manchester กันเลยนะครับ เริ่มแรกกันด้วยต้องหาก่อนว่า เราจะสามารถจองตั๋วได้ที่ไหนบ้าง ตั๋วแพงไหม ตอนเขียนบทความนี้ ก็ห่างจากวันที่ไปมานานแล้วเหมือนกัน อาจจำข้อมูลเลอะเลือนลางไปบ้าง อย่าถือสานะครับ

ความพยายามแรกคือเข้าไปที่เว็บไซต์ ManUtd.com เพื่อหาดูว่าเค้ามีให้จองตั๋วในเว็บไซต์ได้ไหม พบว่าเว็บไซต์ของ Man Utd มีให้จองตั๋วได้เลย จำได้ว่า Match ที่เล็งไว้ เป็นคู่ Man Utd – Wolvehampton ที่ Old Trafford วันที่ 10 ธันวาคม 2554 ซึ่งรู้สึกว่าแมทช์นี้ไม่ใช่ที่มีในตารางตั้งแต่แรก น่าจะเป็นคู่ที่เลื่อนมา หรืออาจรอให้ใครทีมใดทีมหนึ่ง ตกรอบจากรายการไหนสักรายการ แล้วแมทช์นี้ถึงจะเกิดขึ้นได้ เพราะวันแรก ๆ ในช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน ที่ผมเข้าไปดูนั้น ในเว็บมีตารางบอกว่าจะมีแมทช์ แต่ยังไม่ให้จอง ทางเว็บเลยให้กรอกอีเมล์ไว้ เมื่อเปิดให้จองแล้วจะเมล์มาแจ้งให้ทราบ ผมก็เลยรีบกรอกไปโดยไว

ผ่านไปหายวัน พอเข้าไปเช็คเมล์ ปรากฎว่าทางเว็บเมล์มาได้สองสามวันแล้วว่า เปิดให้จองได้แล้ว ผมเลยรีบกลับเข้าไปที่เว็บ ManUtd.com  แล้วคลิกไปหน้าจองตั๋ว (เมนู Ticket & Hospitality) ปรากฎว่าตั๋วใกล้หมดแล้ว เลยต้องรีบจองอย่างด่วน อ่านข้อมูลเพิ่มเติมเรื่องเงื่อนไขการจองตั๋ว รวมไปถึงเช็คดูว่าคนต่างชาติอย่างเราสามารถจองตั๋วจากทางเว็บได้เลยไหม ก็พบว่าสามารถจองได้เลย เพียงแต่ว่าการจองในเว็บนั้น เปิดให้จองเฉพาะสมาชิกของสโมสรเท่านั้น

เรื่องนี้ไม่ยาก เพราะการเป็นสมาชิกของสโมสร สามารถสมัครผ่านเว็บไซต์ได้เลย โดยจ่ายผ่านบัตรเครดิต ถ้าจำไม่ผิดราคาค่าสมัครสมาชิก จะปีละ 32 ปอนด์ต่อคน ปัญหาคือคนที่จะจองตั๋วทุกคน ต้องเป็นสมาชิก เพราะเป็นเรื่องความปลอดภัยที่จะสามารถยืนยันตัวตนได้ เมื่อเกิดเหตุใด ๆ เกิดขึ้น ที่บอกว่าทุกคนที่จะเข้าไปดูต้องเป็นสมาชิกคือ หากคุณจะไปดูสองคน ทั้งสองคนนั้นก็ต้องเป็นสมาชิกรายปีก่อน โดยครั้งนั้นผมเองก็ต้องสมัครสมาชิกให้กับภรรยาด้วย เพราะเราจะไปดูด้วยกัน อย่าลืมว่าสมัครสมาชิกให้เสร็จก่อน แล้วค่อยไปจองตั๋วนะครับ

ต่อมาก็เข้าไปจองตั๋วได้ โดยเลือกแมทช์ที่ต้องการ และเค้าจะมีให้เลือกที่นั่ง เราก็จะเห็นเป็น stadium แบบที่เราเคยเห็นเวลาจองตั๋วในเว็บพวก ThaiTicketMajor เป็นต้น ซึ่งครั้งนั้นผมเลือก Stand ที่ชื่อ Sir Alex Ferguson Stand ซึ่งจริง ๆ จองไปก่อนที่เค้าจะเปลี่ยนชื่อ แต่พอวันไปดู ก็เป็นชื่อ stand ใหม่นี้แล้ว ขั้นตอนการจองตั๋วก็คือ ต้องเลือกที่นั่ง เสร็จแล้วก็ต้องระบุต่อว่า สมาชิกคนไหนที่จะนั่งที่นั่งนี้ เลือกจนครบทุกที่นั่งที่เราต้องการ แล้วก็ทำการเช็คเอาท์เพื่อชำระเงินค่าตั๋ว โดยตอนนั้นที่ผมจองค่าตั๋วต่อใบราคาน่าจะประมาณ 40 ปอนด์กว่า ๆ จำราคาเป๊ะ ๆ ไม่ได้ รวมแล้วสนนราคาหนึ่งที่นั่งหนึ่งรวมค่าสมาชิก ก็ตกประมาณ 70 กว่าปอนด์ต่อที่นั่ง คิดเป็นเงินไทยก็ประมาณ 3,500 – 4,000 บาท หากใครที่ยังเป็นสมาชิกอยู่แล้ว หรือเคยเป็นสมาชิกแล้วอายุสมาชิกยังไม่หมด การจองตั๋วก็จะเสียแต่ค่าตั๋วอย่างเดียว ไม่ต้องจ่ายค่าสมาชิกซ้ำอีก

การรับตั๋วนั้น สำหรับชาวต่างชาติอย่างเราที่ไม่ได้อาศัยอยู่ในประเทศอังกฤษนั้น ก็จะเป็นการส่งตั๋วมาให้ทางไปรษณีย์ โดยให้เราจองล่วงหน้านานหน่อย เพื่อเค้าจะได้มีเวลาส่งตั๋วได้ทัน ของผมตอนนั้นจำได้ว่าตั๋วมาถึงบ้าน ภายในประมาณ 10-14 วัน แต่สำหรับใครที่ซื้อตั๋วกระชั้นชิดในวันใกล้ match day แล้ว เค้าจะไม่ส่งมาทางไปรษณีย์ แต่ให้เราไปรับที่แผนกตั๋วที่สนามแทน

เรื่องต่อมาที่ต้องหาก็คือ การเดินทางไป Manchester ซึ่งมีหลายวิธี แต่ที่ผมใช้ก็คือเดินทางโดยรถไฟ ซึ่งสำหรับรถไฟก็มีหลายยี่ห้ออีก แต่ผมเลือก Virgin Train เพราะยิ่งจองล่วงหน้า ราคาจะยิ่งถูก ซึ่งในช่วงที่ผมจอง ราคาขาไปประมาณ 70 ปอนด์ต่อที่นั่ง รวมไปกลับ 140 ปอนด์ต่อคน ซึ่งสองคนโดนไปแถว ๆ 280 ปอนด์ หรือเป็นเงินไทยประมาณ 14,000 บาท เรียกว่าค่าเดินทาง แพงกว่าค่าตั๋วเข้า Old Trafford เสียอีก ดังนั้นหากใครจะไปดูแมทช์ที่ Old Trafford ก็ต้องเตรียมค่าเดินทางบวกค่าตั๋วอย่างน้อยคนละประมาณ 210 ปอนด์ สำหรับคนที่ไม่เคยเป็นสมาชิกมาก่อน คิดเป็นเงินไทยประมาณ 10,500 บาทครับ

ต้องขอบคุณเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ต ที่ช่วยให้เราสามารถจองตั๋วไปไหนต่อไหนกันได้ง่ายขึ้น ทำเองก็ได้ง่ายจัง ไม่ต้องง้อบริษัททัวร์ก็ยังไปกันเองได้ครับ เดี๋ยวบทความตอนหน้า จะมาเล่าเรื่องบรรยากาศตอนที่ไปดูแมทช์ Man Utd กับ wolve ให้ฟังกันครับ แฟนทีมอื่นอย่าเพิ่งรำคาญนะครับ :)


ความจริงใจกับสังคมในโลกโซเชียลมีเดีย

ผมได้มีโอกาสไปบรรยายในงาน groupm Focal 2012 ที่จัดขึ้นโดย groupm ซึ่งเป็นกลุ่มมีเดียเอเยนซี่ที่ผมทำงานอยู่ในเครือนี้ด้วยเช่นกัน ในครั้งนั้น เราได้มีการพูดถึงเกี่ยวกับ Power Consumer ซึ่งในยุคนี้ ผู้บริโภคมีพลังมาก โดยผู้บริโภคบางคนอยากพลิกมาเป็นเจ้าของมีเดีย อย่างเช่นเจ้าของแฟนเพจบางแห่งที่มีแฟนตามอ่านเป็นล้าน ๆ คน ได้ภายในระยะเวลาไม่กี่เดือน

ซึ่งในเนื้อหาของการเล่าเรื่อง Power Consumer นั้น ผมก็ได้มีการยกตัวอย่างแฟนเพจแห่งหนึ่งในไทย ที่มีแฟนเยอะมากเป็นอันดับหนึ่ง นั่นก็คือแฟนเพจ เนื้อคู่ ที่มีแฟนตามอ่านมากถึง 1.9 ล้านคน (สถิติเมื่อเดือนมิถุนายน 2555)

ประเด็นที่ผมจะเล่าในบทความนี้คงไม่ได้เป็นเรื่องเกี่ยวกับ Power Consumer มากนั้น เพราะสิ่งที่น่าสนใจกว่าก็คือ จากในอดีตที่เราเคยเห็นเรื่องการหาคู่ หรือการที่มนุษย์จะมีการเข้าสังคมต่าง ๆ  มีวิวัฒนาการที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างเห็นได้ชัด สอดคล้องไปกับเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงเช่นกัน จากการที่เราเคยเห็นการนัดบอด ที่ต้องไปพบเจอกันตามสถานที่ต่าง ๆ กลับกลายมาเห็นหาคู่กันบนเว็บไซต์ เหมือนที่เราเคยเห็นกันตามเว็บไซต์จับคู่ จนมาถึงวันนี้ การหาคู่นั้นกลายมามีโซเชียลมีเดีย มาเป็นตัวกลาง อย่างเช่นแฟนเพจเนื้อคู่นี้เป็นต้น

ด้วยความที่โซเชียลมีเดียนั้น เป็นสื่อที่ทรงพลังในการให้มนุษย์ได้มาเจอมามีเน็ตเวิร์คกันนั้น ทำให้เราได้เห็นข่าวในประเทศไทยว่า มีการหลอกลวงกันผ่านเฟซบุ๊คบ้าง ผ่านเว็บไซต์บ้าง ไม่ว่าจะเป็นการใช้รูปโปรไฟล์ปลอม ๆ เอารูปคนอื่นมาแทนบ้าง แล้วหลอกว่าตนเองเป็นอีกคนหนึง่ หรือบางคนอาจจะใช้รูปจริง แต่การที่เค้าได้อัพเดทข้อมูลบางอย่าง ออกมาบนโซเชียลมีเดียนั้น มีการใส่หน้ากากเข้าหาคนในสังคมโซเชียลมีเดีย ซึ่งอาจก่อให้เกิดปัญหาทางความสัมพันธ์ที่เราไม่คาดคิดได้

จนไม่กี่วันมานี้ ผมได้มาเจอหนังโฆษณาตัวหนึ่ง ซึ่งตัวหนังก็ทำออกมาเหมือนภาพยนตร์เก่า ๆ ตัวหนึ่ง ดูไปเพลิน ๆ ก็ไม่เท่าไหร่ แต่ตอนประโยคที่หนังพูดก่อนจบนั้นพูดว่า “ความจริงใจ เป็นจุดเริ่มต้นของมิตรภาพที่ยั่งยืน” เป็นประโยคที่ผมคิดว่า สังคมโซเชียลมีเดียของเราทุกวันนี้ กำลังต้องการความจริงใจ

ผมว่าหนังโฆษณาชุดนี้เอง อาจจะไม่ได้พูดอะไรเกี่ยวกับโซเชียลมีเดียเลย แต่มันทำให้เราคิดต่อได้ดี หากเราทุกคน เริ่มใส่ความจริงใจเข้าหากัน ผมว่าสังคมที่เราเจอบนโลกโซเชียลมีเดีย อาจจะน่าอยู่ขึ้นอีกเยอะ เราคงเจอคนดี ๆ มากขึ้น เจอเพื่อนที่เป็นคอเดียวกันมากขึ้น ปัญหาแย่ๆ ที่เราเคยได้ยินจากข่าว คงหายไป

เรามาเริ่มที่การเปลี่ยนรูปโปรไฟล์ บนโซเชียลมีเดียของเรา เป็นรูปจริงกันก่อนเลยดีไหมครับ


ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.