Jet Lag เกิดจากอะไร แก้ยังไงให้หาย

Jet Lag เกิดจากอะไร แก้ยังไงให้หาย

ลงเครื่องที่ปลายทางแล้วรู้สึกเหมือนสมองค้าง ง่วงตอนกลางวันแต่ตื่นโพลงตอนตี 3? นี่ไม่ใช่แค่ "เหนื่อยจากการเดินทาง" แต่เป็นภาวะทางสรีรวิทยาจริงๆ ที่มีชื่อทางการแพทย์ บทความนี้จะพาไปรู้ว่ามันเกิดจากอะไร ทำไมบินไปทางตะวันออกถึงทรมานกว่า และวิธีแก้ที่มีงานวิจัยรองรับจริง

Jet lag ไม่ใช่ความเหนื่อย แต่คือนาฬิกาในตัวที่ "ผิดเวลา"

ร่างกายเรามีนาฬิกาชีวภาพที่เรียกว่า circadian rhythm ควบคุมโดยสมองส่วนเล็กๆ ชื่อ suprachiasmatic nucleus (SCN) ในไฮโปทาลามัส นาฬิกานี้ทำงานเป็นรอบราว 24 ชั่วโมง คอยกำหนดว่าเมื่อไหร่ควรง่วงและเมื่อไหร่ควรตื่น

Jet lag เกิดขึ้นเมื่อเราบินข้ามเขตเวลาหลายโซนเร็วเกินกว่าที่นาฬิกาในตัวจะปรับตาม ทำให้นาฬิกาภายในยังล็อกอยู่กับเวลาต้นทาง ขณะที่ปลายทางต้องการให้เรานอนและตื่นคนละเวลา ทางการแพทย์จัดให้เป็น "ความผิดปกติของจังหวะการนอนแบบ circadian" ไม่ใช่แค่อาการอ่อนเพลียทั่วไป

อาการที่ตามมาจึงไม่ใช่แค่ง่วง แต่รวมถึงนอนหลับยาก ระบบทางเดินอาหารแปรปรวน สมาธิและแรงจูงใจลดลง และรู้สึกไม่สบายตัวโดยรวม

ทำไมบินไปตะวันออกถึงแย่กว่าบินไปตะวันตก

เรื่องนี้ทำให้นักเดินทางหลายคนแปลกใจ แต่มีเหตุผลทางชีววิทยาชัดเจน นาฬิกาในตัวคนเราไม่ได้เดินตรงเป๊ะ 24 ชั่วโมง แต่ยาวกว่าเล็กน้อยราว 24.2 ชั่วโมง ร่างกายจึงมีแนวโน้มอยากนอนดึกและตื่นสายตามธรรมชาติ

เวลาบินไปตะวันตก เท่ากับเรากำลัง "ยืดวันให้ยาวขึ้น" ซึ่งตรงกับแนวโน้มธรรมชาติของนาฬิกา ส่วนการบินไปตะวันออกบังคับให้นาฬิกาต้องเลื่อนเร็วขึ้น ซึ่งฝืนธรรมชาติและใช้เวลานานกว่า พูดง่ายๆ คือ "นอนดึกกว่าปกติ" ทำได้ไม่ยาก แต่ "นอนเร็วกว่าปกติ" แทบเป็นไปไม่ได้

นักฟิสิกส์จาก University of Maryland เคยสร้างแบบจำลองทางคณิตศาสตร์เพื่อวัดผลนี้ ตีพิมพ์ในวารสาร Chaos ปี 2016 พบว่าบินไปตะวันตกข้าม 6 โซน ใช้เวลาฟื้นราว 6 วัน แต่ถ้าบินไปตะวันออกข้ามจำนวนโซนเท่ากัน กลับใช้เวลานานกว่าอย่างเห็นได้ชัด

ใช้เวลาฟื้นตัวนานแค่ไหน

หลักการคร่าวๆ คือร่างกายปรับได้ประมาณ 1 เขตเวลาต่อวัน ถ้าข้าม 6 โซนก็ราว 6 วันกว่าจะกลับมาเป็นปกติ แต่ตัวเลขนี้เป็นแค่ค่าเฉลี่ย ทิศทางการบินมีผลมาก โดยทั่วไปคนส่วนใหญ่จะรู้สึกดีขึ้นภายใน 2-3 วันเมื่อบินไปตะวันตก แต่ใช้เวลา 5-7 วันเมื่อบินไปตะวันออก

วิธีแก้ที่มีงานวิจัยรองรับ

ข่าวดีคือ jet lag แก้ได้ และตัวช่วยที่ทรงพลังที่สุดไม่ใช่ยา แต่เป็น "แสง"

1. ใช้แสงให้ถูกเวลา การรับแสงธรรมชาติให้ถูกจังหวะ — แสงตอนเช้าหลังบินไปตะวันออก และแสงตอนบ่ายหลังบินไปตะวันตก — ช่วยบรรเทาอาการ jet lag ได้ แต่ต้องระวัง เพราะการรับแสงผิดเวลาจะเลื่อนนาฬิกาไปผิดทาง และทำให้อาการแย่ลงกว่าเดิม

2. เมลาโทนินขนาดต่ำ Cochrane review ซึ่งเป็นการทบทวนงานวิจัยระดับสูงสรุปไว้ชัด ว่าเมลาโทนินมีประสิทธิภาพสูงในการป้องกันหรือลดอาการ jet lag และแนะนำสำหรับผู้ใหญ่ที่บินข้าม 5 เขตเวลาขึ้นไป โดยเฉพาะทิศตะวันออก CDC ระบุว่าขนาด 0.5-1 มก. มักเพียงพอที่จะเลื่อนนาฬิกาชีวภาพ และไม่แนะนำให้กินขนาดสูงเกิน 5 มก. เพราะอาจทำให้เมลาโทนินค้างอยู่ผิดช่วงเวลา สำคัญกว่าขนาดคือจังหวะ — งานวิจัยชี้ว่าจังหวะที่กินสำคัญกว่าปริมาณในการลดอาการ

3. ปรับตารางก่อนเดินทาง การค่อยๆ เลื่อนเวลานอนวันละ 1 ชั่วโมงเป็นเวลา 3 วันก่อนออกเดินทาง ช่วยลดความรุนแรงของ jet lag ได้อย่างมีนัยสำคัญ

บทสรุป

Jet lag ไม่ใช่ความอ่อนแอ แต่คือนาฬิกาในร่างกายที่ยังเดินตามเวลาเดิม การบินไปตะวันออกทรมานกว่าเพราะฝืนธรรมชาติของนาฬิกาที่ชอบเดินยาวกว่า 24 ชั่วโมง วิธีแก้ที่ได้ผลที่สุดคือจัดการ "แสง" ให้ถูกเวลา เสริมด้วยเมลาโทนินขนาดต่ำเมื่อข้ามหลายโซน และถ้าวางแผนล่วงหน้าได้ ค่อยๆ ปรับนาฬิกาก่อนบินจะช่วยได้มาก

แหล่งอ้างอิง: CDC Yellow Book (2025) / Cochrane Review on Melatonin and Jet Lag / Harvard Health Publishing / Wikipedia: Jet lag (อ้างอิงงานวิจัย circadian re-entrainment) / Lu et al., journal Chaos, University of Maryland (2016) / Frontiers in Physiology (2019)

Next
Next

นอนน้อย 1 คืน มีผลอะไรกับสมองบ้าง