ผมมีโอกาสเดินทางไปเยี่ยมเยียนเพื่อนรักที่สวีเดน เลยได้มีโอกาส พูดคุยและเรียนรู้บางส่วนของประเทศที่ได้รับการจัดอันดับว่าเป็นประเทศที่ประชากรมีความสุขเป็นอันดับ 10 ของโลก
เลยอยากจดบันทึกสิ่งที่ได้ฟังมาสักหน่อยว่าสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ เหล่านี้น่าจะเป็นสิ่งที่ช่วยให้ประชากรของประเทศนี้ มีมวลความสุขมากขึ้นไม่มากก็น้อย

แรกเริ่มเมื่อมาถึงประเทศสวีเดน ผมพกแต่เงินสกุลยูโรมา เพราะเพิ่งมาจากประเทศฝรั่งเศส เพื่อนผมบอกไว้ว่าไม่ต้องแลกเงินโครน่าของสวีเดนมาหรอก เพราะคนที่นี่ไม่ค่อยได้ใช้เงินสดแล้ว เพราะคนสวีเดนใช้บัตรเครดิตกันเป็นกิจวัตร ซื้อน้ำขวดในเซเว่นอีเลเว่นขวดเดียวก็ใช้บัตรเครดิต แม้กระทั่งร้านค้าข้างถนนยังสามารถรับบัตรเครดิตได้ ถ้าไม่เป็นเครื่องรูดบัตรเครดิตของธนาคาร ก็จะเป็นเครื่องรูดบัตรแบบ mobile

การจะรูดบัตรเครดิตที่สวีเดนใช้ส่วนใหญ่เป็นระบบกดรหัสพินโค้ดเพื่อยืนยันความเป็นเจ้าของบัตร ซึ่งผมก็ว่าสะดวกดี ไม่ต้องเซ็น ประหยัดค่ากระดาษ ลดมลพิษ และรวดเร็วทันใจ คนรอคิวไม่นาน แต่เนื่องด้วยผมมาจากประเทศไทย ประเทศเรายังใช้การเซ็นชื่อเพื่อยืนยันตัว เลยต้องบอกพ่อค้าแม่ค้าทุกครั้งว่าขอใช้แบบเซ็นชื่อ ซึ่งเค้าจะขอตรวจไอดีคาร์ดหรือตรวจพาสปอร์ตว่าชื่อตรงกับบัตรหรือไม่ ส่วนโอกาสที่จะได้ใช้เงินสดก็จะเป็นช่วงที่ต้องเอาไว้หยอดเหรียญเข้าห้องน้ำ เพื่อนผมบอกว่าใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ยังแทบไม่ได้ใช้เงินสดเลย ใช้แต่บัตรเครดิต

สำหรับเรื่องถนนหนทางและการจราจรของที่สวีเดน เพื่อนผมเล่าว่า ถนนแถวบ้านเพื่อนผมซึ่งอยู่แถบชานเมืองของสต็อกโฮล์ม หากสี่แยกไหนมีรถติดบ่อยเข้า ทางการจะพิจารณามาเปลี่ยนโดยการรื้อสี่แยกไฟแดงออก ปรับถนนตรงทางแยกให้เป็นวงเวียนแบบถาวร ซึ่งการที่จะทำอย่างนี้ได้ คนเมืองนั้นต้องมีวินัยเคร่งครัดว่า รถที่อยู่ในวงเวียนได้ไปก่อน ดังนั้นเมื่อเปลี่ยนเป็นวงเวียนแล้วรถติดน้อยลง แต่ผมว่าสิ่งนี้อาจเอามาใช้กับเมืองไทยได้ยาก เพราะส่วนใหญ่แย่งกันเข้าวงเวียนไม่สนใจใคร

ส่วนสี่แยกไฟแดงในเมืองใหญ่ก็มักจะเป็นระบบจราจรแบบอัตโนมัติ สามารถคำนวนได้เองหากพบว่าตรงไหนรถติดยาว ระบบไฟจราจรจะคำนวนอัตโนมัติ แล้วปรับเปลี่ยนสัญญานไฟเพื่อระบายจำนวนรถทันที การทำสิ่งเหล่านี้ทำให้ประชาชนชาวสวีเดนใช้เวลาบนถนนไม่เยอะแม้จะขับรถ เพื่อนผมใช้เวลาขับรถไปทำงานประมาณ 20 นาที หากวันไหนรถติดซึ่งจะใช้เวลาประมาณ 30 นาที ก็เริ่มหงุดหงิดกับรถติดแล้ว หากลองคิดดูดี ๆ พบว่าบ้านเราใช้เวลาเดินทางไปทำงาน 1-2 ชั่วโมง ไปกลับนี่รวมแล้ว 3-4 ชั่วโมง กว่าจะได้กลับบ้านไปนอนนี่ก็เลยดึก ผมลองแอบถามเวลานอนของเพื่อนและสามี เห็นบอกว่าปกติสามีสวีดิชจะนอนให้ถึงวันละ 8 ชั่วโมงเป็นปกติ แต่คนไทยเรานี่ผมถามคนรอบข้างคือได้นอนวันละ 6 ชั่วโมงกันเป็นส่วนใหญ่ แอบคิดเล่น ๆ หากประหยัดเวลาเดินทางไปทำงานได้วันละ 2 ชั่วโมง เราจะได้เวลานั้นคืนมาทำอะไรได้อีกเยอะ ปีนึงได้เวลาคือมาร่วม 600 ชั่วโมง หากคิดเป็นจำนวนวัน จะได้เวลาคืนมาแค่ 25 วันเท่านั้นเอง!! ขอย้ายบ้านแพรพ

เพื่อนยังเล่าต่ออีกว่า คนไทยที่มาอาศัยอยู่ที่นี่ก็คุยกันว่า หากวันไหนขับรถเข้าไปในเขตกลางเมืองสต็อกโฮล์ม แล้วเห็นรถบรรทุกขับเข้ามาในเมืองด้วยกัน จะสังเกตเห็นว่ารถบรรทุกจะได้รับสัญญานไฟเขียวตลอดเวลา เพราะว่าถนนในเมืองหากให้รถคันที่มีน้ำหนักมาก มาจอดติดไฟแดงนาน ๆ จะทำให้ถนนเสียหายได้ เลยมีระบบอัตโนมัติเพื่อจับสัญญานดูว่ามีรถใหญ่เข้ามาหรือไม่ ถ้าเข้ามาก็จัดไฟเขียวให้ยาว ๆ ไป นี่อาจจะเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ผมแทบจะไม่เห็นถนนที่เสียหายเลยเมื่อเวลาเดินเล่นไปมาในสวีเดน พื้นถนนนี่เหมาะมากที่จะเอาจักรยานไปปั่นเดินทาง ซึ่งผมเห็นคนที่นี่ใส่ชุดสวยหล่อปั่นจักรยานไปทำงานกันเยอะ แต่อีกเหตุผลหนึ่งนอกจากถนนจะดีแล้ว ยังมีอากาศที่ดีด้วย ฤดูร้อนช่วงที่ผมไปนี่อยู่ที่ 15-20 องศา ถือว่าเย็นสบายเลยทีเดียว

การบริหารจัดการสาธารณูปโภคต่าง ๆ ของประเทศสวีเดนนั้น ส่วนใหญ่จะจัดหาภาคเอกชนมารับหน้าที่ เช่น เรื่องบริหารที่จอดรถต่าง ๆ ในเมือง จะเป็นบริษัทเอกชนมาจัดการ คนออกใบสั่งเมื่อมีผู้จอดรถผิดกฎจราจร จะไม่ใช่ตำรวจ แต่จะเป็นพนักงานของบริษัทที่ได้รับสัมปทานนั้น เพราะค่าปรับมหาโหดจะเป็นรายได้ของบริษัทเอกชนนั้น เพื่อนเล่าว่าแจกใบสั่งกันแหลกเลย คนเลยไม่ค่อยทำผิดกฎ เพราะค่าปรับแพงมาก

ส่วนเรื่องที่จอดรถริมถนนหรือตามสถานที่ต่าง ๆ ก็จัดการโดยเอกชน จะมีแอปในมือถือให้ใช้จ่ายเงินเลย โดยให้แจ้งว่าทะเบียนรถไปจะจอดกี่ชั่วโมง สามารถจ่ายเงินผ่านแอปได้เลย หรือเรียกเก็บมาพร้อมบิลค่าโทรศัพท์ตอนสิ้นเดือน

ภาษีที่สวีเดน เก็บในอัตราที่สูงมาก ยกตัวอย่างเช่นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) จะเก็บ 25% และภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจะเก็บตั้งแต่ 30%-62% แต่หลายสิ่งหลายอย่างนั้นก็คืนกลับมาให้ประชาชนเต็มเม็ดเต็มหน่วย เช่นค่ารักษาพยาบาล ที่เพื่อนผมไม่เคยต้องเสียเงินค่ารักษา แถมเมื่อตอนคลอดลูก ยังคลอดฟรีอีกต่างหาก เพราะรัฐบาลจ่ายให้ ส่วนใครมีลูกแล้ว เด็ก ๆ จะได้รับการสนับสนุนให้เรียนฟรีจนถึงระดับปริญญา แล้วแต่ความสามารถของเด็กเลย นี่แค่ยกตัวอย่างพอหอมปากหอมคอ

พอเราได้หันออกมามองอะไรที่ต่างออกไป แม้นี่จะเป็นแค่ส่วนเดียวที่รัฐบาลสวีเดนพยายามจะพัฒนาประเทศ ซึ่งก็พอจะเห็นภาพชัดขึ้นเหมือนกัน ว่าทำไมประชากร สำหรับประเทศที่พัฒนาแล้ว เค้าก็พัฒนาต่อไปเรื่อย ๆ ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นการเพิ่มคุณภาพชีวิตประชากรในประเทศนั่นเอง ขอให้บ้านเราลองหันมามองดูแบบนี้บ้าง นโยบายบางอย่างก็ปรับให้เหมาะกับบ้านเราบ้างก็ได้

จบจากทริปสวีเดน มีสิ่งเดียวที่ขัดใจผมก็คือ ห้องน้ำที่ประเทศนี้หายากมาก ๆ จะเข้าห้องน้ำที บางทีไปเดินในห้างถามหาห้องน้ำ ก็บอกว่าไม่มี หรือถ้ามีก็เป็นการหยอดเหรียญเสียเงินประมาณ 40 บาท หรือไม่ก็เป็นห้องน้ำที่ต้องมีรหัสผ่านประตูซึ่งขอได้จากร้านค้าที่ใช้บริการ นับว่าเป็นประเทศที่มีห้องน้ำที่ลึกลับมากเลยทีเดียว

2 comments

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s