จากวันที่คิดเริ่มเล่นไตรกีฬา ผ่านกันฝึกซ้อมมาระยะเวลาหนึ่ง จนถึงประสบการณ์การแข่งขันไตรกีฬาครั้งแรก สิ่งนี้ทำให้ผมอยากเขียนบันทึกไว้เลยครับ เนื่องจากเป็นครั้งแรกที่ผมได้ร่วมการแข่งขันไตรกีฬา ทุกอย่างดูใหม่หมด

หลังจากที่ได้เริ่มปั่นจักรยานเพื่อออกกำลังกายมาประมาณ 1 ปี ก็เห็นเพื่อน ๆ เริ่มเล่นไตรกีฬา จึงอยากที่จะลองเล่นกีฬาไตรกีฬาประเภทนี้ดูบ้าง เนื่องจากกีฬาประเภทนี้มีการเล่นกีฬาสลับชนิดกัน คือต้องเริ่มจากว่ายน้ำ ตามด้วยปั่นจักรยาน และวิ่ง ตามลำดับ ดูแล้วจะได้เป็นการพัฒนากล้ามเนื้อร่างกายทุก ๆ ส่วนไปด้วยในตัว ผมเริ่มซ้อมกีฬาไตรกีฬามาประมาณ 1 เดือนครึ่ง ก่อนการเริ่มแข่งขันไตรกีฬาครั้งแรกของผมเมื่อวันเสาร์ที่ 14 มีนาคม 2558 ซึ่งถือว่าเป็นวันที่ผมต้องเขียนบันทึกความทรงจำสำหรับมันไว้หน่อยครับ

วันที่ผมได้คิดอยากเล่นไตรกีฬานั้น ผมจำไม่ได้หรอก แต่น่าจะเป็นปลายปี 2557 ซึ่งเริ่มมีความคิดอยากทำมันขึ้นมาจริงจัง จึงเริ่มหาข้อมูลว่าการเริ่มเล่นไตรกีฬาต้องทำอย่างไร ผมได้ค้นหาข้อมูลจากอินเตอร์เน็ตเยอะพอสมควร ผมเลยพอเห็นทิศทางว่า หากต้องการจะเริ่ม คุณต้องเริ่มด้วยการตั้งเป้าหมาย ซึ่งผมพบว่าการตั้งเป้าหมายที่ง่ายที่สุดคือ การสมัครแข่งขันไตรกีฬาสักรายการหนึ่ง ซึ่งรายการที่ผมได้สมัครทันทีหลังก็คือรายการภูเก็ตลากูน่าไตรกีฬา ซึ่งจะแข่งในเดือนพฤศจิกายน 2558 ปลายปีนั่นเอง ซึ่งต้องยกสำนวนไทยที่มีสำนวนว่า “หมูไม่กลัวน้ำร้อน” มาเลย เพราะเพิ่งรู้ว่างานภูเก็ตลากูน่าเป็นงานไตรกีฬายิ่งใหญ่ที่สุดของเมืองไทย จากวันที่เริ่มคิดอยากเล่น ผมมีเวลาประมาณ 10-11 เดือนเพื่อซ้อมก่อนที่จะถึงรายการภูเก็ตไตรกีฬา งานนี้ต้องซ้อมอย่างเดียวเท่านั้น!

ย้อนกลับมาเล่าถึงกีฬาไตรกีฬาสักนิด คือการแข่งขันไตรกีฬานั้น ตัวประเภทกีฬาว่ายปั่นวิ่ง เหมือนกันหมด แต่มีหลากหลายระยะ ซึ่งในการแข่งขันไตรกีฬาจะมีสี่ระยะหลัก ๆ ที่เป็นที่นิยมคือ

  •  ระยะ Sprint คือระยะ ว่าย 750 เมตร ปั่น 20 กิโลเมตร และตามด้วยวิ่งอีก 5 กิโลเมตร
  • ระยะ Standard คือระยะ ว่าย 1.5 กิโลเมตร ปั่น 40 กิโลเมตร และตามด้วยวิ่งอีก 10 กิโลเมตร ซึ่งอีกชื่อหนึงของระยะนี้ที่มักเรียกกันทั่วไป ก็คือระยะ Olympic เพราะว่าในการแข่งขันไตรกีฬาในโอลิมปิค จะใช้ระยะนี้นั่นเอง
  • ระยะ Long Course คือระยะ ว่าย 1.9 กิโลเมตร ปั่น 90 กิโลเมตร และวิ่ง 21.1 กิโลเมตร
  • ระยะ Ultra Distance คือว่ายน้ำ 3.8 กิโลเมตร ปั่น 180 กิโลเมต และวิ่ง 42.2 กิโลเมตร หรือมักเรียกว่าระยะ ironman นั่นเอง

ระยะที่ผมลงในไตรกีฬาที่ภูเก็ตคือระยะ Standard ซึ่งวันที่ลงแข่งไว้ ยังคิดภาพไม่ออกว่าการว่ายน้ำ 1.5 กิโลเมตรในทะเลที่ขายืนไม่ถึงนั้นจะเป็นอย่างไร ปั่นจักรยาน 40 กิโลเมตรนั่นคงพอไหว เพราะเราขี่ระยะนี้ประจำอยู่แล้ว ส่วนวิ่ง 10 กิโลเมตรก็ได้ลองวิ่งระยะนี้มาแค่สองครั้ง ดังนั้นสิ่งที่ต้องทำต่อไป ก็คือการซ้อม

ปัญหาที่พบคือ ซ้อมยังไง! ด้วยความที่เป็นมือใหม่ในกีฬาประเภทนี้ เลยต้องหาข้อมูลเพิ่มเติม รวมไปถึงสอบถามเพื่อน ๆ ที่เคยเล่นไตรกีฬามาก่อน แล้วก็พบว่าการซ้อมที่ดีควรจะมีโค๊ช หรืออย่างน้อยควรมี Training Plan ที่คิดมาแล้วโดยผู้ฝึกสอนไตรกีฬาโดยเฉพาะ การซ้อมโดยมีผู้รู้มาให้คำแนะนำ ทำให้เราไปถึงเป้าหมายได้โดยเร็วและถูกทิศทางมากที่สุด และผมก็ได้พบว่าเพื่อนในที่ทำงานอีกสองสามคน ก็สนใจไตรกีฬาเหมือนกัน เราเลยได้ลองชักชวนกันไปลงแข่งงานไตรกีฬา และชวนกันฝึกซ้อมและแลกเปลี่ยนสิ่งที่แต่ละคนไปเจอมา

ผมเริ่มโดยการสมัครสมาชิกเว็บที่ช่วยในการฝึกซ้อมและเหมาะกับกีฬาหลากหลายประเภทอย่าง Training Peaks และได้สมัครใช้ Training Plan สำหรับระยะ olympic ที่เหมาะกับความสามารถพื้นฐานที่ผมพอจะทำได้ โดยเริ่มฝึกซ้อมว่ายน้ำ และวิ่งอย่างจริงจังในช่วยปลายเดือนมกราคม 2558 และผมก็พบว่าเจ้าตาราง Training Plan ที่ผมใช้อยู่เค้าบอกว่า ให้แข่งขันรายการไตรกีฬาระยะ Sprint เป็นส่วนหนึ่งของการฝึกซ้อมในช่วงกลางเดือนมีนาคม ซึ่งพบว่ามีรายการ Amarin Outdoor Unlimited International Triathlon 2015 ซึ่งจะจัดขึ้นที่ชะอำในเดือนมีนาคมพอดี ผมเลยสมัครเข้าร่วมในระยะ Sprint อย่างไม่ลังเล

10408606_10153760419529569_9200714987914500004_n

(ผมซ้ายและเมย์ขวาในวันศุกร์ที่แวะมาดูสถานที่แข่งขันจริง)

หลังจากนั้นได้มาพบว่า มีจะการจัด workshop สอนการเล่นไตรกีฬา โดยทีมไตรกีฬาสมัครเล่นที่ชื่อ O2 Max ร่วมกับร้าน Bike Zone ซึ่งจัดขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ 2558 เราสี่คนในที่ทำงานเดียวกัน ไปร่วมเรียนและลองหัดเล่นไตรกีฬาใน Workshop นี้ด้วยกัน ซึ่งใน Workshop จะสอนโดยนักกีฬาของทีมซึ่งมีการแชร์ความรู้ที่เหมาะกับมือใหม่มาก ๆ เลยคือ กติกาต่าง ๆ ในการเล่นไตรกีฬา รวมไปถึงเทคนิคต่างๆ เช่น ว่ายน้ำในทะเล ควรหายใจอย่างไร ซึ่งเรียกว่าเนื้อหาสามารถนำไปปรับใช้ได้มากเลยทีเดียว รวมไปถึงการได้จำลองการแข่งไตรกีฬามาให้ผู้ร่วม Workshop ได้ลองทำจริง ผมพบว่าการเล่นกีฬาไม่ง่ายเลย แต่มันก็ไม่ยาก เพราะมันเป็นกีฬาที่ต้องการการฝึกซ้อมอย่างมีวินัย ผมได้พบว่าร่างกายของมนุษย์เราจะทำสิ่งต่าง ๆ ได้ดีขึ้นเรื่อย ๆ หากเราได้มีการฝึกซ้อมหรือทำซ้ำ ๆ ให้ร่างกายได้ปรับตัวจากความหนักหน่วงที่เพิ่มขึ้น เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ และที่สำคัญใน Workshop นี้ ผมได้พบว่า เต้ย เพื่อนเก่าสมัยเรียนด้วยกันที่อัสสัมชัญ  และเอ ญาติห่าง ๆ ของผมอีกคนหนึ่ง ก็อยู่ทีมนี้ด้วย ต้องขอขอบคุณทีม O2 Max และร้าน Bike Zone ที่ทำสิ่งดี ๆ นี้ขึ้นมาเพื่อแบ่งปันความรู้ เป็นการสร้างนักกีฬาไตรกีฬาเพิ่มขึ้นได้อย่างแน่นอน พร้อมทั้งเป็นแรงบันดาลใจให้กับนักกีฬาไตรกีฬามือใหม่อีกหลาย ๆ คน ผมเองเป็นหนึ่งในนั้น

หลังจบจาก Workshop ของทีม O2 Max และร้าน Bike Zone แล้ว ผมก็กลับมาฝึกซ้อมต่อเนื่อง แต่มีพักไปบ้างหนึ่งสัปดาห์เนื่องจากไปออกทริปจักรยานกับเพื่อน ๆ แล้วจักรยานคว่ำ เลยพักไปหนึ่งสัปดาห์เพื่อให้หายสนิทและกลับมาฝึกซ้อมต่อ เพื่อเตรียมตัวสำหรับการแข่งขันครั้งแรกที่ชะอำของผม ผมให้ความสำคัญในการซ้อมว่ายน้ำมากยิ่งขึ้น เพราะเป็นจุดอ่อนที่สุดของผม และยังไม่รู้ด้วยว่าจะว่ายได้จบระยะในทะเลหรือไม่ กีฬาไตรกีฬานี้ ไม่ใช่แค่ต้องฝึกซ้อมร่างกาย ต้องฝึกซ้อมเรื่องจิตวิทยาด้วย ผมบอกตัวเองว่าต้องทำได้ และตอนซ้อมก็เลยเริ่มค้นพบทางเอาตัวรอดจากการว่ายในน้ำทะเล  หรือ Open Waters (ภาษาในกีฬาประเภทนี้เค้าจะเรียกว่าว่ายน้ำใน open waters ซึ่งหมายถึงการว่ายน้ำที่ไม่ได้ว่ายในสระว่ายน้ำ เช่น ทะเล บึง ทะเลสาป คลอง แม่น้ำ ต่าง ๆ เป็นต้น) คือการว่ายน้ำในท่าฟรีสไตล์ สลับกับว่ายกบ ซึ่งที่ต้องทำแบบนี้ เพราะว่ากล้ามเนื้อของผมยังไม่แข็งแรงพอที่จะว่ายฟรีสไตล์ได้ตลอดรอดฝั่ง การใช้การว่ายกบสลับ ก็เหมือนกับการได้พัก แต่ยังได้เคลื่อนที่ไปข้างหน้า

เอาจักรยานมาเตรียม

(เอาจักรยานไปจอดไว้ที่จุดเปลี่ยนชนิดกีฬาเสร็จแล้วในเย็นวันศุกร์)

เมื่อถึงสัปดาห์แข่งขัน Amarin Outdoor Unlimited International Triathlon 2015 ผมได้เดินทางมาเตรียมตัวที่ชะอำตั้งแต่วันศุกร์ งานนี้มีเมย์ เพื่อนที่สนใจไตรกีฬา แต่ว่าบาดเจ็บอยู่จากจักรยานคว่ำด้วยกันมาด้วย เลยไม่สามารถแข่งขันด้วยได้ เมย์มาเก็บบรรยากาศ เก็บภาพ รวมถึงการทำหน้าที่เป็นผู้จัดการทีม คอยเตือนคอยเตรียมไม่ให้ลืมของ รวมถึงเดินทางไปเตรียมตัวด้วยกันตลอดในช่วงวันก่อนแข่งและวันแข่ง ซึ่งในวันศุกร์ ผู้จัดการแข่งขันบอกว่านักกีฬาจะสามารถเอาจักรยาน ไปไว้ที่จุดเปลี่ยนชนิดกีฬา (Transition Area) ได้ตั้งแต่วันศุกร์ตอนเย็น เพื่อที่เช้าวันเสาร์จะได้ไม่ต้องเสียเวลากับการเตรียมจักรยาน และลดอาการเร่งรีบและตื่นเต้นในเช้าวันเสาร์ได้ เพราะเช้าวันเสาร์จะเปิดให้เอาจักรยานเข้าไปตั้งแต่ตีห้า จนถึง หกโมงเช้าเท่านั้น หลังจากนั้นจะปิดจุดเปลี่ยนชนิดกีฬาเพื่อเริ่มแข่งขันในประเภทต่าง ๆ ผมเลือกที่จะเอาจักรยานมาไว้ที่จุดเปลี่ยนชนิดกีฬา ตั้งแต่วันศุกร์เพื่อลดความเสี่ยงของการเตรียมตัวและเตรียมอุปกรณ์ไม่ทัน เรามือใหม่ ควรลดเรื่องที่จะกังวลใจให้มากที่สุด

คืนวันศุกร์ ผมได้เตรียมกลับที่พักและเข้านอนให้ได้เวลา 2 ทุ่ม แต่กลายเป็นว่าว่าจะเช็คอุปกรณ์เสร็จและเตรียมตัวเข้านอนได้คือเวลาสี่ทุ่ม! ผมสะดุ้งตื่นกลางดึกตอนช่วงตีหนึ่งครึ่ง และนอนไม่หลับเลยหลังจากนั้น เพราะตื่นเต้น คิดเรื่องการแข่งตลอดเวลา จนนาฬิกาปลุก 3.45 น. เลยลุกขึ้นมาล้างหน้าแปรงฟัน แต่งตัวและเตรียมอุปกรณ์สำคัญเช่น ชิปจับเวลา และสายรัดข้อมือเพื่อแสดงตัวเป็นนักกีฬาให้เรียบร้อย หากไม่มีสองอุปกรณ์นี้จะไม่ได้เข้าจุดเปลี่ยนชนิดกีฬา และจะไม่มีเวลา official นั่นหมายถึงการ disqualify ตั้งแต่ยังไม่เริ่มแข่ง ผมพยายามทานมื้อเช้าก่อนตีห้า เพื่อให้อาหารลงท้องก่อนเวลาปล่อยตัวสองชั่วโมงเป็นอย่างน้อย (เวลาปล่อยตัวรุ่น Sprint เวลา 7.15น.) เราออกจากที่พักเวลา 4.45 น. เพื่อไปถึงสนามแข่งที่ค่ายนเรศวร ชะอำ เวลาประมาณ 5.00 น. แต่อุปสรรคแรกที่พบคือ ที่จอดรถในวันแข่งจริงในจอดด้านหน้าค่ายและต้องเดินเข้าไปอีกประมาณกิโลกว่า ๆ เพื่อถึงจุดแข่งขัน เสียเวลาไป 10-15 นาทีกว่าจะถึงจุดเปลี่ยนกีฬาที่จะต้องไปเตรียมอุปกรณ์ โชคดีที่ผมได้เอาจักรยานไปจอดไว้ตั้งแต่เมื่อวาน วันแข่งจริงเลยเป็นวันเตรียมอุปกรณ์อื่น ๆ เท่านั้น

เช้าวันแข่ง ในจุดเปลี่ยนชนิดกีฬา

(ก่อนเริ่มแข่ง เอาอุปกรณ์มาเตรียมไว้)

ยิ่งใกล้เวลาแข่ง ผมยิ่งตื่นเต้น โดยเฉพาะการว่ายน้ำ ที่ไม่เคยว่ายน้ำในทะเลแบบระยะไกล ๆ มาก่อน ปกติลอยห่วงยางโต้คลื่นมากกว่า ผมเจอเพื่อนเต้ยที่ให้คำแนะนำว่า เช้าก่อนปล่อยตัว ให้ไป warm up ด้วยการลงไปว่ายน้ำในทะเลสักหน่อย เพื่อให้รู้ว่าความรู้สึกมันเป็นอย่างไร คลื่นเป็นอย่างไร และหากน้ำทะเลเข้าปากเป็นอย่างไร จะได้คลายความตื่นเต้นไปในตัว ผมได้ลองลงไปว่ายน้ำเพื่อ Warm up ตามคำแนะนำของเต้ย แต่ว่ายได้แค่ประมาณ 50 เมตร ทางผู้จัดก็ประกาศให้นักกีฬาที่ว่ายน้ำอยู่ให้ขึ้นจากน้ำ เพราะจะเริ่มปล่อยตัวรุ่น Open (pro) แล้ว

ผมขึ้นมายืนรอพร้อมกลุ่มนักกีฬาคนอื่น ๆ ในจุดปล่อยตัว ตื่นเต้นพอสมควร ยังดีเจอเมย์ ที่คอยเป็นเพื่อนพูดคุย เจออี้หลิง น้องที่เคยทำงานที่เดียวกัน มาแข่งในงานนี้ด้วย มายืนคุยด้วยกัน และได้คุยกับมือใหม่ที่มาแข่งไตรกีฬาเป็นครั้งแรกเหมือนกัน ก็ปลอดประโลม และให้กำลังใจกันไปมา ตื่นเต้นดีครับ

แต่ละรุ่นก็ทยอยปล่อยตัวกันไป จนถึงรุ่นระยะ Sprint ซึ่งเป็นระยะที่สั้นที่สุด จึงปล่อยตัวเป็นรุ่นสุดท้าย ผมจำคำสอนจากใน Workshop มาว่า หากว่ายช้า ควรไปอยู่หลัง ๆ และอยู่ด้านนอก ๆ เพื่อหลีกเลี่ยงการกระทบกระทั่งในช่วงปล่อยตัวลงน้ำ ของนักว่ายน้ำที่เก่ง ๆ ที่มีการชิงจังหวะขึ้นนำ ผมพยายามมองหาทิศทางของทุ่นที่ต้องไปอ้อมก่อนลงน้ำ เนื่องจากผมรู้ตัวว่าว่ายน้ำช้า จึงใช้กลยุทธคือว่ายน้ำให้ตรงทิศทางที่สุด ห้ามหลงทิศ เพราะนั่นหมายถึงเวลาที่จะเสียไปโดยใช่เหตุ เมื่อกระโดดลงน้ำ แรก ๆ ก็ว่ายไปตามจังหวะตัวเอง โดยในตอนซ้อม ผมวางแผนไว้ว่าจะว่ายฟรีสไตล์ประมาณ 50% และว่ายกบอีกเป็นระยะ 50%สลับกันไปเพื่อให้มีช่วงพักบ้าง แต่ของจริงคือผมว่ายกบไป 80% และว่ายฟรีสไตล์ที่ 20% คือผิดแผนไปราวฟ้ากับเหว แต่โชคดีที่ท่าว่ายกบ เป็นท่าที่ทำให้ผมได้เงยหน้าเหนือน้ำมามองทิศทางได้ดี และว่ายได้ตรงทิศตามที่ตั้งใจไว้เป๊ะเลย

ขึ้นจากน้ำ พุ่งตัวไปจุดเปลี่ยนกีฬา

(วิ่งขึ้นจากน้ำ พุ่งตัวไปสู่จุดเปลี่ยนชนิดกีฬา สังเกตดูครับ ผมหายให้ทางเหงือกอยู่)

ช่วงว่ายน้ำในช่วงขากลับที่ว่ายเข้าสู่ฝั่ง ผมก็รู้สึกเหมือนโดนแส้ฟาดที่แขนซ้าย เปรี๊ยะใหญ่ ผมสะดุ้งสะบัดแขน เปรี๊ยะ เปรี๊ยะ เปรี๊ยะ ผมรู้ทันทีว่ามันคือแมงกระพรุนที่มีพิษ ไม่ว่าจะเป็นแมงกระพรุนสาย หรือหนวดแมงกระพรุน ทำให้ผมกังวลนิดนึง แต่ยังว่ายต่อให้จบ บอกตัวเองว่าว่ายน้ำให้จบแล้วน่าจะรอดแล้ว ผมขึ้นจากน้ำด้วยความรู้สึกว่าเราไม่ช้ามากอย่างที่คิด เพราะเท่าที่ผมดูมีนักกีฬาคนอื่นที่ดูจะว่ายหลงทิศกันอยู่พอสมควร ผมวิ่งขึ้นจากน้ำ พุ่งตัวเข้าสู่จุดเปลี่ยนชนิดกีฬา มีนักกีฬาที่ขึ้นจากน้ำตามผมมา ตะโกนขอน้ำส้มสายชูจากทีมงานผู้จัด แต่ผมคิดว่าแขนผมน่าจะไหวอยู่ โดนคงไม่เยอะ เลยตั้งใจไปต่อเลย ได้ยินเมย์ตะโกนเรียกชื่อ และบอกว่าอี้หลิงขึ้นไปแล้ว 2-3 นาที เรารู้อยู่แล้วว่าอี้หลิงเด่นเรื่องกีฬาว่ายน้ำ ผมได้แต่สั่งให้ขามันก้าวให้เร็วเพื่อไปเปลี่ยนอุปกรณ์ไปประเภทจักรยานให้เร็วที่สุด

เมื่อวิ่งไปจนถึงจักรยาน ผมพยายามหายใจให้ลึก ๆ และรีบเช็ดเท้าให้แห้ง ใส่ถุงเท้า รองเท้า หมวกกันน๊อก แว่นกันแดด ยกจักรยานออกจากที่แขวน วิ่งจูงจักรยานไปจุดออกตัวจักรยาน เมื่อออกตัวได้ ผมก็ดูอัตราการเต้นของหัวใจ พบว่าอยู่โซน 4 ตั้งแต่ออกตัว (อัตราเต้นหัวใจของการเล่นกีฬาคือแบ่งเป็น 5 โซน 1-5 โดย 1 เบาสุด และ 5 แรงสุด) จริง ๆ ก่อนแข่งผมวางแผนว่าจะกำหนดความเร็วของตัวเอง ด้วยอัตราการเต้นของหัวใจโซน 3 แต่พอเป็นโซน 4 คิดว่าตัวเองยังไหว เลยลากหัวใจอยู่ในโซน 4 ตลอดการแข่งขัน คอยคุมไม่ให้ไปโซน 5 ละกัน

ออกตัวจักรยานมาได้สัก 300 เมตร ผมเริ่มกินเจลให้พลังงานหลอดแรกตามแผนที่วางไว้ เข้าสู่ถนนใหญ่ที่เป็นเส้นทางจักรยาน ผมเหลือบตามองอัตราหัวใจเป็นระยะ และพยายามปั่นด้วยรอบขาที่ซ้อมมา โดยไม่ได้ดูเวลาว่าใช้เวลาไปเท่าไหร่แล้ว เพราะตั้งใจจะใช้อัตราการเต้นของหัวใจเป็นตัวกำหนดความเร็วการแข่งของตัวเองอยู่แล้ว ผมพยายามมองหานักกีฬาที่ป้ายหมายเลขเป็นสีเหลือง เพราะเป็นรุ่น Sprint เหมือนกัน หากพบและแซงไหว ก็ต้องกัดฟันแซงไป เพราะแซงไปหนึ่งคน มีลุ้นอันดับเลื่อนได้หนึ่งอันดับ ผมเจอฝรั่งรุ่น Sprint คนหนึงผลัดกันแซงผลัดกันตามกับผมตลอด สนุกดี บางจังหวะผมกัดฟันทนหัวใจพุ่งไปโซน 5 แซงกลุ่มใหญ่ในบางช่วง แต่ก็เล่นเอาผมเป๋ไปเหมือนกัน เพราะหัวใจทะลุโซน 5 แล้วกว่าจะลงโซน 4 มันช้ามาก เลยต้องเปลี่ยนแผนปั่นแบบ stable คือไม่กระชากแซงแรง ๆ จนถึงช่วงกลับเข้าสู่ค่ายนเรศรที่จะปั่นอีกกิโลเมตรกว่า ๆ จะถึงจุดเปลี่ยนชนิดกีฬา ผมเจออี้หลิงที่ตรงนั้น  ผมกินเจลหลอดที่สอง เพื่อเตรียมไว้สำหรับให้ไปออกฤิทธิ์ตอนช่วงวิ่ง เราเข้าจุดเปลี่ยนกีฬามาเกือบพร้อม ๆกัน

เมื่อเข้าจุดเปลี่ยนชนิดกีฬา ผมพุ่งเข้าไปยังจุดเปลี่ยนกีฬาของผม เอาจักรยานแขวน เปลี่ยนรองเท้าวิ่ง ถอดหมวกกันน๊อก ใส่หมวกแก๊ป วิ่งออกมาเจออี้หลิงที่จุดทางออกไปวิ่ง เลยกอดคอวิ่งกับอี้หลิงเพื่อให้เมย์ได้ถ่ายรูปพอดี

วิ่งออกจากจุดเปลี่ยนชนิดกีฬา กับอี้หลิงพอดี

(ออกจากจุดเปลี่ยนชนิดกีฬา เข้าสู่ช่วงวิ่ง พร้อมกับอี้หลิงพอดี)

เมื่อเข้าสู่ช่วงวิ่ง ผมแยกกับอี้หลิงเพื่อแยกกันไปวิ่งในสปีดที่แต่ละคนซ้อมมา ช่วงกิโลเมตรแรก ผมมองหัวใจแช่ไว้โซน 4 ไม่ให้เข้าโซน 5 เพราะนั่นหมายถึงหากเข้าไปอยู่โซน 5 นาน ๆ ผมอาจแข่งไม่จบได้ เนื่องจากเกินขีดจำกัดของร่างกาย ในช่วงกิโลเมตรแรกเป็นช่วยปรับตัวให้ขาที่เพิ่งเปลี่ยนมาจากจักรยาน เข้าสู่โหมดการวิ่งให้ได้เร็วที่สุด ช่วงแรกไม่รู้ว่าด้วยบรรยากาศการแข่งขัน ผมวิ่งกิโลเมตรแรกด้วย pace 5 กว่า ๆ (วิ่งที่ความเร็ว 5 นาทีกว่า ๆ ต่อระยะทาง 1 กิโลเมตร) ซึ่งเร็วกว่าที่ซ้อมไว้ พอรู้ด้วยว่าวิ่งเร็วไป ก็เหลือบสายตาไปเห็นหัวใจพอดี พบว่าทะลุไปโซน 5 พร้อมกล้ามเนื้อหน้าขาฝั่งซ้ายเริ่มมีเตือน ตุบ ตุบ ผมจึงลดความเร็วในเหลือ pace 6 ตลอดระยะกิโลเมตรที่ 2 จนถึงกิโลเมตรที่ 5 พอดึงระยะกิโลเมตรที่ 6 ใกล้เข้าเส้นชัย ช่วงนี้ผมเจอนักกีฬาที่วิ่งเร็ว ๆ วิ่งแซงผมด้วย speed ที่เร็วมากขึ้น บรรยากาศมันได้ ผมเริ่มเร่ง speed ของตัวเอง เพราะคิดว่าขาที่เดือนเรามาตั้งแต่กิโลเมตรที่ 2 นั้นคงไม่เป็นตะคริวตอนนี้หรอก ใจผมบอกว่าได้ สั่งไปที่ขาให้มันทำให้ได้ แล้วก็เพิ่ม speed ไปเรื่อย ๆ ระยะ 500 เมตรสุดท้าย ผมได้ยินเสียงฝีเท้าวิ่งใกล้เข้ามา ผมหันไปดู ป้ายเหลือง ! แต่เป็นผู้หญิงฝรั่ง น่าจะเป็นรุ่นผู้หญิง แต่ผมก็ยังไม่ผ่อนฝีเท้า หล่อนวิ่งใกล้เข้ามา ผมยิ่งเร่งฝีเท้า พอระยะห่างหน่อย ผมเบาฝีเท้า เพราะหัวใจทะลุโซน 5 และผมคิดว่าเธอคงไม่ต้องเร่งแซงผมแล้วเพราะผมไม่ใช่คู่แข่งในกลุ่มของเธอนั่นเอง แต่ถ้าเป็นอย่างนั้น ถ้าเธอเร่งฝีเท้าเมื่อไหร่ ผมก็ต้องปล่อยเธอแซงไปเนื่องจากผมเริ่มใกล้ถึงขีดจำกัดแล้วเหมือนกัน

before finish line

(ช่วงจังหวะหน้าเส้นชัย ได้ยินเสียงเมย์ตะโกนเรียกชื่อ เลยหันไปทักทาย)

จนวิ่งถึงโซนอีก 200 เมตรก่อนถึงเส้นชัย ผมเตรียมตัวรูดซิปเสื้อขึ้นจัดระเบียบชุดให้เรียบร้อย ขยับหมวกให้ตรง เร่งฝีเท้าเพิ่มขึ้นอีก มีฝรั่งกองเชียร์ยื่นมือมาขอสัมผัสมือ ได้ยินเมย์ตะโกนพี่เก่งสู้ๆ ผมหันไปยิ้มให้กับเมย์ แล้ววิ่งเข้าเส้นชัยแบบมั่นใจที่เตรียมแต่งตัวมาเรียบร้อย พยายามฉีกยิ้มที่หัวใจโซน 5 โฆษกประกาศ “เข้ามาอีกคนแล้วค่ะ หมายเลข S2108” ผมวิ่งเข้าไปรับเหรียญ finisher จากทีมงาน ผมทำได้แล้ว จบการแข่งขันไตรกีฬาครั้งแรกในชีวิต!

ช่วงเวลาเข้าเส้นชัย

(ช่วงเวลาเข้าเส้นชัยในการแข่งขันกีฬาไตรกีฬาครั้งแรกในชีวิต เป็นประสบการณ์ครั้งแรกที่ผมจะจำเอาไว้ในความทรงจำ)

ผมกดหยุดนาฬิกาจับเวลาของตัวเอง พบว่าใช้เวลาในการแข่งขันไป 1.47 ชั่วโมง เร็วกว่าที่ตั้งใจไว้แต่แรกว่าจะทำให้ได้ภายใน 2.00 ชั่วโมง ถึง 13 นาที

บรรยากาศแถวเส้นชัย ยังมีนักกีฬาทยอยเข้าเส้นมาเรื่อย ๆ โดยโฆษกจะประกาศชื่อผู้ชนะในแต่ละรุ่นคละเคล้ากันไป ผมมาดูผลการแข่งทีหลังพบว่า ผู้หญิงที่วิ่งไล่จี้กับผมมาในระยะกิโลเมตรสุดท้ายของการวิ่งนั้น ได้อันดับ 3 ในรุ่นอายุในประเภทหญิงของเธอ ผมคิดว่าถ้าผมเป็นหญิงในรุ่น sprint เธอคงสับขาเร่งขึ้นมาแข่งสนุกกว่านี้แน่ ต้องยินดีกับเธอด้วย

ผมยืนดื่มด่ำกับบรรยากาศในช่วงเส้นชัยอยู่อีกเป็นชั่วโมง ผมเห็นน้ำใจนักกีฬาเยอะมากในการแข่งครั้งนี้ หลายคนที่วิ่งแข่งกันเข้ามาจนเกือบถึงเส้นชัย แต่กลับหันมาจับมือกันวิ่งเข้าเส้นชัยพร้อมกันไม่มีใครแพ้ชนะ สิ่งแบบนี้คุณอาจไม่ค่อยได้เห็นในชีวิตการทำงาน แต่ในการแข่งขันกีฬา เราพบเห็นสิ่งเหล่านี้ได้บ่อยมาก ๆ ผมเริ่มหลงรักกีฬาไตรกีฬาเข้าแล้วครับ

amarin-katika-mar2015

(ผลการแข่งขันอย่างเป็นทางการครั้งแรกของผมครับ)

สุดท้ายผมได้เช็คสถิติการแข่งอย่างเป็นทางการ พบว่าเข้ามาเป็น overall อันดับที่ 46 จาก 144 คนในรุ่น Sprint แต่ถ้าเป็น Sprint ประเภทชาย ผมจะอยู่อันดับ 40 จาก 111 คน แต่ถึงลงลึกไปถึงรุ่นชายอายุ 40-49 ผมอยู่อันดับ 11 จาก 27 คน เรียกว่าในรุ่นนี่แข่งกันโหดเหมือนกัน หลังจบจากงานนี้ ผมมองเห็นโอกาสในการพัฒนาตัวเองได้อีกเยอะจากการแข่งขันครั้งนี้ แน่นอนว่าผมต้องซ้อมให้หนักขึ้น เพื่อพัฒนาในจุดที่ยังด้วยอยู่มากคือเรื่องการว่ายน้ำ ผมจะกลับมาอีก เพราะบรรยากาศการแข่งแบบนี้มันหาที่ไหนไม่ได้ เป็นอีกหนึ่งประสบการณ์ที่ดีมาก ๆ ในชีวิตเลยครับ

เต๊นต์พยาบาล

(โดนแมงกระพรุนทั้งแขนซ้าย สรุปผ่านไปคืนแรก บวมเป็นรอยแส้ฟาดเพียบ นึกว่าไปโดนแส้ฟาดแบบในหนัง Fifty shade of grey มา)

ขอขอบคุณ

  • คนใกล้ตัวที่เข้าใจ และให้ใช้เวลาซ้อมได้จนเห็นผล
  • เพื่อน ๆ mInTri ที่ช่วยกันแชร์ความรู้ ความสนใจ และเป็นแรงบันดาลใจซึ่งกันและกัน
  • ทีม O2 Max ที่ได้จัด workshop ให้ความรู้และเทคนิคต่าง ๆ เกี่ยวกับไตรกีฬา
  • เพื่อน ๆ อัสสัมชัญ เต้ย เค ลี เอ สำหรับมิตรภาพ ให้กำลังใจ เทคนิค คำแนะนำต่าง ๆ
  • เมย์ ที่มาเป็นเพื่อน ช่างภาพ ผู้จัดการทีม ในการแข่งขันครั้งนี้ ซึ่งทำให้มีภาพประสบการณ์ที่ล้ำค่ามากๆ เก็บไว้เตือนความจำ
  • อี้หลิง เพื่อนร่วมแข่งครั้งนี้
  • ขอบคุณมิตรภาพใหม่ๆ  ที่ผมได้มาจากการแข่งขันครั้งนี้
  • ขอบคุณผู้จัดการแข่งขันที่จัดได้ดีมาก ๆ และจัดภาพสวยๆ ไว้ให้

สิ่งที่ผมคิดว่าควรปรับปรุงให้ดีขึ้นอีก

  • เรื่องว่ายน้ำนี่ชัดเจนมาก ต้องซ่อมอย่างหนัก
  • เรื่องแมงกระพรุน คือตอนบรีฟนี่ทีมงานพูดแล้วว่าอาจจะมี แต่คิดไปเองว่าคงไม่โดน พลาดมหันต์ คราวนี้ถ้าทีมงานเตือนอะไรไว้ จะเผื่อไว้ตลอด ซึ่งคราวนี้ควรเผื่อเสื้อว่ายน้ำ หรืออย่างน้อยปลอกแขน น่าจะลดบาดเจ็บได้แล้ว
  • กล้ามเนื้อหน้าขายังอ่อนแอหากโดนการเค้นด้วยความหนักหน่วงของ race pace
  • การลดเวลาในช่วง transition

ป.ล. ผมไม่ได้อยู่ทีม O2 Max นะครับ เผอิญทีมนี้เป็น inspriation ในการเล่นไตรกีฬาที่ได้จัด workshop ให้ผมได้ไปร่วม และพอไปซื้อเสื้อแข่งไตรกีฬาที่ร้าน bike zone ผมซื้อเสื้อตัวนี้มาใส่ คงคล้าย ๆ แฟนคลับ Man Utd ที่ซื้อเสื้อ Man Utd ไปใส่เตะบอลน่ะครับ หากทำให้ท่านใดเข้าใจผิด หรือผมทำสิ่งใดให้รู้สึกว่าทีม O2 Max เสียหาย ผมต้องขออภัยที่ทำให้เข้าใจผิดไว้ ณ ที่นี้ด้วยครับ

5 comments

    1. ลองเริ่มด้วยการสมัครแข่งก่อนเลยครับ ลองเริ่มด้วยระยะ dash ก่อนก็ดีครับ ระยะสั้น ว่ายน้ำในสระ ปลอดภัยดี ถ้าไม่เคยเล่นกีฬามาก่อน ก็เอาให้มีระยะเวลาซ้อมสัก 3 เดือนก่อนถึงวันแข่งครับ พอสมัครปุ๊บก็ลองหาตาราง training plan สำหรับระยะ sprint มาซ้อมครับ

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s