Currently Browsing: Social Media Marketing

หาก facebook คืบคลานเข้าใกล้ชีวิตจริง

ผมว่าหลายท่าน เล่น facebook กันแทบทุกวัน เรามักจะเห็นว่า facebook เองก็มีของเล่น มาล่อให้เราเข้าไปเล่นบ่อย ๆ เช่นกัน บางครั้งมีให้เรา poke เพื่อนของเรา ซึ่งผมก็แอบไปเปิดดิคดูแล้ว พบว่า poke แปลว่าการเอานิ้วจิ้ม ซึ่งถ้าแปลเอาความ ก็น่าจะได้ความว่า ทักเพื่อนนั่นเอง เราเคยคิดกันหรือเปล่าครับว่า การใช้ facebook นั้น ทำให้ชีวิตของเราขาดความเป็นส่วนตัวกันมากขึ้น ไม่ใช่แค่ผมคิด แต่ว่าทางสำนักข่าง bbc เองก็คิด และทำออกมาเป็นวีดีโอคลิป ให้เราได้ดูกันเลยครับว่า หาก facebook เป็นชีวิตจริงขึ้นมา เราจะเป็นยังไงกันบ้าง ดูแล้วผมขำกลิ้ง

เขียนอะไรใน Twitter กันดี

ทุกวันนี้เราสามารถอัพเดท Twitter ของเราได้ตลอดเวลาผ่านเครื่องไม้เครื่องมือต่าง ๆ เช่นมือถือ ดังนั้นความสะดวกอย่างนี้ จะสามารถทำให้เราอัพเดทข้อมูล ได้จากสถานที่ ที่เราไม่ได้มีเครื่องคอมพิวเตอร์อยู่ด้วย นั่นหมายถึงแทบจะตลอดเวลาเลยทีเดียว ที่เราอยู่กับโทรศัพท์มือถือ แล้วเราควรอัพเดทอะไรใน twitter ดีล่ะ ผมมีไอเดียมาฝากกันครับ

  1. เรากำลังทำอะไรอยู่ ข้อนี้เป็นวัตถุประสงค์หลักของ twitter เลยทีเดียว ที่ให้เราสามารถอัพเดทว่าเรากำลังทำอะไรอยู่ได้ สำหรับในมุม marketing แล้ว การอัพเดทว่าเรากำลังจะทำอะไรอยู่ใน twitter จะเป็นการเพิ่มความเป็นกันเองให้กับผู้ตามอ่าน twitter ของเราได้
  2. ถามคำถาม ผมเคยถามคำถามเข้าไปใน twitter ของตัวเองขณะที่กำลังไปเที่ยวต่างจังหวัด ว่าจะกินอะไรในจังหวัดนั้นดี มีร้านไหนเด็ด ปรากฎว่ามีเพื่อนๆ  มาตอบกันเต็มเลย ดังนั้นการถามคำถามเข้าไปใน community ก็เป็นอีกจุดหนึ่งที่จะเชื้อเชิญให้คนเกิดการมีส่วนร่วมนั่นเอง
  3. แสดงความคิดเห็นส่วนตัว twitter ก็คล้าย ๆ กับ blog เพียงแค่ใส่ข้อมูลได้สั้นกว่านั่นเอง ดังนั้นการแสดงความคิดเห็นส่วนตัว ต่อเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ก็เป็นอีกมุมหนึ่งในการมาเขียนใน twitter ครับ แน่นอนว่าคนทุกคนก็มีมุมมองความคิดเห็นที่แตกต่างกันไป จริงไหมครับ
  4. เล่าบรรยากาศการประชุมสัมมนาต่าง ๆ เวลาเราไปร่วมฟังบรรยายหรือสัมมนาต่าง ๆ เราสามารถที่จะ tweet ประเด็นต่าง ๆ ที่ผู้บรรยายได้บรรยายให้เราฟังได้ การทำแบบนี้ จะเป็นการเปิดโอกาสในผู้ที่ไม่มีโอกาสเข้าร่วมฟังบรรยาย ได้รู้ด้วยว่าในการบรรยายนั้นมีเรื่องราวอะไรเิกิดขึ้นบ้าง
  5. ประกาศข่าวต่าง ๆ twitter เองก็เป็นอีกหนึ่งเครื่องมือที่สามารถประกาศข่าวสารต่าง ๆ ได้ ดังนั้นใช้ twitter ให้เหมาะสมและเกิดประโยชน์ครับ
  6. ใช้สื่อสารและสร้างสัมพันธ์กับคนอื่น twitter ให้คุณได้เขียน และให้คุณได้อ่าน แต่ยังมีอีกมุมหนึ่งก็คือ ให้คุณได้มีปฎิสัมพันธ์กับคนอื่น ๆ นั่นคือแทนที่คุณจะเขียนหรือ tweet อย่างเดียว ก็ให้ไปตอบ comment หรือไปตอบในเรื่องที่คนอื่น tweet ไว้บ้าง จะทำให้คุณมีโอกาสได้รู้จักเพื่อนใหม่ๆ  ได้มากขึ้นอีกด้วย

Twitter เปิดตัวระบบ การยืนยันตัวตน

หลังจากที่มีการปลอมตัวมาสร้าง account ของ twitter เกิดขึ้นอย่างมากมาย โดยเฉพาะแวดวงคนดัง ดารา หรือบริษัทที่มีชื่อเสียง ที่มักจะโดนแอบอ้าง มาสร้าง account ของ twitter ทำให้ตัวจริงต้องเสียหายมาหลายราย ดังนั้นทาง twitter จึงเห็นว่าประเด็นนี้มีความสำคัญอย่างเร่งด่วน ที่จะต้องแก้ไข จึงทำให้ twitter ได้พัฒนาระบบการยืนยันตัวตน หรือ account verification ออกมาทดสอบแล้ว ซึ่ง account ไหนที่ได้ยืนยันตัวตนแล้ว จะมีรูปโล่ห์มาแปะเพิ่มครับ ซึ่งบริการยืนยันตัวตนนี้ ยังไม่ได้เปิดใช้ในวงกว้าง แต่ twitter จะปรับใช้กับกลุ่มเล็ก ๆ โดยมุ่งไปยังสมาชิก ที่อยู่ในกลุ่มที่จำเป็นต้องยืนยันตัวตนก่อนครับ ส่วนจะเป็นให้ทุกคนได้ยืนยัันตัวตนเมื่อไหร่นั้น คงต้องรอทาง twitter มาประกาศอีกทีครับ

Twitter ของ Oprah Winfrey มี follower เกิน 1 ล้านคนแ้ล้ว

หลังจากที่ Ashton Kutcher ได้แข่งกับ CNN เพื่อดูว่าบัญชี twitter ของใครจะมี follower เกิน 1 ล้านคนก่อนกัน และผลปรากฎว่า Ashton ชนะไปแล้วนั้น ทางโอปรา วินฟรีย์ พิธีกรผิวสีชื่อดังของอเมริกา ก็เป็นอีกคนหนึ่งที่มีบัญชี twitter ที่มี follower เกิน 1 ล้านคน แม้ว่าจะเพิ่งสร้างบัญชี twitter มาเพียงแค่ 28 วันเท่านั้น

oprah-twitter

แม้ว่าโอปราจะอัพเดท twitter เฉลี่ยเพียงแค่วันละหนึ่งครั้งกว่า ๆ เท่านั้นก็ยังมีผู้ติดตามได้มากขนาดนี้ เราจะเห็นได้ว่า ถ้าเป็นคนดังบนโลกแห่งความเป็นจริง ที่ไปสร้างบัญชี twitter แล้วก็จะมีคน follower เยอะ ๆ ได้ไม่ยากนัก ดูอย่าง Ashton นั้นมี follower เกือบถึง 2 ล้านคนแล้ว ในขณะที่ CNN นั้นมี follower เกือบ 1.5 ล้านคนแล้วเช่นกัน เห็นไหมว่าคน follower คนดังเหล่านี้เยอะขนาดไหน

ส่วนบัญชี twitter ของผม ตอนนี้มีคน follow อยู่ 286 คนเอง ว่าง ๆ ก็แวะไปเยี่ยมกันหน่อยนะครับที่ @kengdotcom

facebook คืออะไร

หลาย ๆ ท่านคงเคยได้ยินชื่อ facebook ว่าเป็น social network ที่ได้รับความนิยมอีกแห่งหนึ่งในโลก ซึ่งถ้าในต่างประเทศ ความยิ่งใหญ่ของ facebook มีมากกว่า Hi5 เสียอีก แต่ในประเทศไทยของเรา Hi5 ยังครองความเป็นเจ้าในด้าน social network ในหมู่คนไทย แต่อย่างไรก็ตาม เราลองมาดูประวัติของ facebook กันดีกว่า ว่าเป็นอย่างไร

ประวัติ facebook

facebook-logoเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2548 Mark Zuckerburg ได้เปิดตัวเว็บไซต์ facebook ซึ่งเป็นเว็บประเภท social network ที่ตอนนั้น เปิดให้เข้าใช้เฉพาะนักศึกษาของมหาวิทยาลัยฮาร์เวิร์ดเท่านั้น และเว็บนี้ก็ดังขึ้นมาในชั่วพริบตา เพราะแค่เพียงเปิดตัวได้สองสัปดาห์ ครึ่งหนึ่งของนักศึกษาที่เรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัยฮาร์เวิร์ด ก็สมัครเป็นสมาชิก facebook เพื่อเข้าใช้งานกันอย่างล้นหลาม และเมื่อทราบข่าวนี้ มหาวิทยาลัยอื่น ๆ ในเขตบอสตั้นก็เริ่มมีความต้องการ และอยากขอเข้าใช้งาน facebook บ้างเหมือนกัน มาร์คจึงได้ชักชวนเพื่อของเค้าที่ชื่อ Dustin Moskowitz และ Christ Hughes เพื่อช่วยกันสร้าง facebook และเพียงระยะเวลา 4 เดือนหลังจากนั้น facebook จึงได้เพิ่มรายชื่อและสมาชิกของมหาวิทยาลัยอีก 30 กว่าแห่ง

ไอเดียเริ่มแรกในการตั้งชื่อ facebook นั้นมาจากโรงเรียนเก่าในระดับมัธยมปลายของมาร์ค ที่ชื่อฟิลิปส์ เอ็กเซเตอร์ อะคาเดมี่ โดยที่โรงเรียนนี้ จะมีหนังสืออยู่หนึ่งเล่มที่ชื่อว่า The Exeter Face Book ซึ่งจะส่งต่อ ๆ กันไปให้นักเรียนคนอื่น ๆ ได้รู้จักเพื่อน ๆ ในชั้นเรียน ซึ่ง face book นี้จริง ๆ แล้วก็เป็นหนังสือเล่มหนึ่งเท่านั้น จนเมื่อวันหนึ่ง มาร์คได้เปลี่ยนแปลงและนำมันเข้าสู่โลกของอินเทอร์เน็ต

เมื่อประสบความสำเร็จขนาดนี้ ทั้งมาร์ค ดัสติน และ ฮิวจ์ ได้ย้ายออกไปที่ Palo Alto ในช่วงฤดูร้อนและไปขอแบ่งเช่าอพาร์ทเมนท์ แห่งหนึ่ง หลังจากนั้นสองสัปดาห์ มาร์คได้เข้าไปคุยกับ ชอน ปาร์คเกอร์ (Sean Parker) หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้ง Napster จากนั้นไม่นาน ปาร์คเกอร์ก็ย้ายเข้ามาร่วมทำงานกับมาร์คในอพาร์ตเมนท์ โดยปาร์คเกอร์ได้ช่วยแนะนำให้รู้จักกับนักลงทุนรายแรก ซึ่งก็คือ ปีเตอร์ ธีล (Peter Thiel) หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้ง Paypal และผู้บริหารของ The Founders Fund โดยปีเตอร์ได้ลงทุนใน facebook เป็นจำนวนเงิน 500,000 เหรียญสหรัฐฯ

ด้วยจำนวนสมาชิกหลายล้านคน ทำให้บริษัทหลายแห่งสนใจในตัว facebook โดย friendster พยายามที่จะขอซื้อ facebook เป็นเงิน 10 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในกลางปีพ.ศ. 2548 แต่ facebook ปฎิเสธข้อเสนอไป และได้รับเงินทุนเพิ่มเติมจาก Accel Partners เป็นจำนวนอีก 12.4 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในตอนนั้น facebook มีมูลค่าจากการประเมินอยู่ที่ประมาณ 100 ล้านเหรียญสหรัฐฯ

facebook ยังเติบโตต่อไป จนถึงเดือนกันยายนปีพ.ศ. 2549 ก็ได้เปิดในโรงเรียนในระดับมัธยมปลาย เข้าร่วมใช้งานได้ และในเดือนถัดมา facebook ได้เพิ่มฟังค์ชั่นใหม่ โดยสามารถให้สมาชิก เอารูปภาพมาแบ่งปันกันได้ ซึ่งฟังชั่นนี้ได้ัรับความนิยมอย่างล้นหลาม ในฤถูใบไม้ผลิ facebook  ได้รับเงินจากการลงทุนเพิ่มอีกของ Greylock Partners, Meritech Capitalพร้อมกับนักลงทุนชุดแรกคือ Accel Partners และ ปีเตอร์ ธีล เป็นจำนวนเงินถึง 25 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยมูลค่าการประเมินมูลค่าในตอนนั้นเป็น 525 ล้านเหรียญ หลังจากนั้น facebook ได้เปิดให้องค์กรธุรกิจหรือบริษัทต่าง ๆ ให้สามารถเข้าใช้งาน facebook และสร้าง network ต่าง ๆ ได้ ซึ่งในที่สุดก็องค์กรธุรกิจกว่า 20,000 แห่งได้เข้ามาใช้งาน และสุดท้ายในปีพ.ศ. 2550 facebook ก็ได้เปิดให้ทุกคนที่มีอีเมล์ ได้เข้าใช้งาน ซึ่งเป็นยุคที่คนทั่วไป ไม่ว่าเป็นใครก็สามารถเข้าไปใช้งาน facebook ได้เพียงแค่คุณมีอีเมล์เท่านั้น

ในช่วงฤดูร้อนปี 2550 ครั้งนั้น Yahoo พยายามที่จะขอซื้อ facebook ด้วยวงเงินจำนวน 1 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยมีรายงานว่ามาร์คได้ทำการตกลงกันด้วยวาจาไปแล้วด้วยว่า จะยอมขาย facebook ให้กับ Yahoo และเพียงแค่สองสามวันถัดมา หุ้นของ Yahoo ก็ได้พุ่งขึ้นสูงเลยทีเดียว แต่ว่าข้อเสนอซื้อได้ถูกต่อรองเหลือเพียงแค่ 800 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ทำให้มาร์คปฎิเสธข้อเสนอนั้นทันที ภายหลังต่อมา ทาง Yahoo ได้ลองเสนอขึ้นไปที่ 1 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ อีกครั้ง คราวนี้มาร์คปฎิเสธ Yahoo ทันที และได้รับชื่อเสียงในทางไม่ดีว่า ทำธุรกิจเป็นเด็กฯ ไปในทันที นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่มาร์คปฎิเสธขอเสนอซื้อบริษัท เพราะเคยมีบริษัท Viacom ได้เคยลองเสนอซื้อ facebook ด้วยวงเงิน 750 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และถูกปฎิเสธไปแล้วในเดือนมีนาคมปี 2550

มีข่าวอีกกระแสหนึ่งที่ไม่ค่อยดีสำหรับ facebook ที่ได้มีการโต้เถียงกันอย่างหนัก กับ Social Network ที่ชื่อ ConnectU โดยผู้ก่อตั้ง ConnectU ซึ่งเป็นเพื่อนร่วมชั้นเรียนกับมาร์ค ซัคเคอร์เบิร์กที่ฮาเวิร์ด ได้กล่าวหาว่ามาร์คได้ขโมยตัว source code สำหรับ facebook ไปจากตน โดยกรณีนี้ได้มีเรื่องมีราวไปถึงชั้นศาล และตอนนี้ได้แก้ไขข้อพิพาทกันไปเรียบร้อยแล้ว

ถึงแม้ว่าจะ่มีข้อพิพาทอย่างนี้เกิดขึ้น การเติบโตของ facebook ก็ยังขับเคลื่อนต่อไป ในฤดูใบไม่ร่วงปี 2551 facebook มีสมาชิกที่มาสมัครใหม่มากกว่า 1 ล้านคนต่อสัปดาห์ โดยเฉลี่ยจะอยู่ที่วันละ 200,000 คน ซึ่งรวมกันแล้วทำให้ facebook มีสมาชิกมากถึง 50 ล้านคน โดย facebook มียอดผู้เข้าชมเฉลี่ยอยู่ที่ 40,000 ล้านเพจวิวต่อเดือน จากวันแรกที่ facebook เป็น social network ของนักศึกษามหาวิทยาลัย จนวันนี้ สมาชิกของ facebook 11% มีอายุมากกว่า 35 ปี และสมาชิกที่มีอายุมากกว่า 30 ปีก็เข้ามาสมัครใช้ facebook กันเยอะมาก นอกเหนือจากนี้ facebook ยังเติบโตอย่างยิ่งใหญ่ในตลาดต่างประเทศอีกด้วย โดย 15% ของสมาชิก เป็นคนที่อยู่ในประเทศแคนาดา ซึ่งมีรายงานออกมาด้วยว่า ค่าเฉลี่ยของสมาชิกที่มาใช้งาน facebook นั้ินอยู่ที่ 19 นาทีต่อวันต่อคน โดย facebook ถือได้ว่าเป็นเว็บไซต์ที่มีผู้ใช้งานมากที่สุดเป็นอันดับ 6 ของสหรัฐอเมริกาและเป็นเว็บไซต์ที่มีผู้อัพโหลดรูปภาพสูงที่สุดด้วยจำนวน 4 หมื่นหนึ่งพันล้านรูป

จากจำนวนสถิติเหล่านี้ ไมโครซอฟต์ได้ร่วมลงทุนใน facebook เป็นจำนวนเงิน 240 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพื่อแลกกับหุ้นจำนวน 1.6 % ในเดือนตุลาคม 2551 ทำให้มูลค่ารวมของ facebook มีมากกว่า 15,000 ล้านบาท และทำให้ facebook เป็นบริษัทอินเทอร์เน็ตที่มีมูลค่าสูงเป็นอันดับ 5 ในหมู่บริษัทอินเทอร์เน็ตในสหรัฐอเมริกา ด้วยมูลค่ารายรับต่อปีเพียงแค่ 150 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หลายฝ่ายได้อธิบายว่า การตัดสินใจของไมโครซอฟต์ในครั้งนี้ทำเพียงเพื่อที่จะเอาชนะ Google ซึ่งเป็นคู่แข่งขันที่จะขอซื้อ facebook ในครั้งเดียวกันนั้น

คู่แข่งของ facebook ก็คือ  MySpace, Bebo, Friendster, LinkedIn, Tagged, Hi5, Piczo, และ Open Social

ความนิยมของ facebook ในประเทศไทย โดยดูจากข้อมูลของ Google Trend

googletrend-facebook

เว็บไซต์ url : www.facebook.com

ที่มา : CrunchBase

ศาสนา 2.0

ยุคสมัยนี้เรามักจะได้ยินคำว่า Web 2.0 กันอยู่บ่อย ๆ ส่วนใหญ่ก็จะเห็นกันในหมู่นักท่องเว็บ หรือแบรนด์สินค้า หรือบริษัทต่าง ๆ แต่คราวนี้ แวดวงการศาสนา ก็ไม่ตกยุค เพราะสำนักวาติกัน (ของศาสนาคริสต์ นิกายโรมันคาทอลิค) ได้เป็น YouTube Channel ที่มีชื่อว่า  The Vatican เพื่อเผยแพร่ข่าวสาร และกิจกรรมของพระสันตะปาปา เบเนดิกซ์ที่ 16 และข่าวกิจกรรมต่าง ๆ ของสำนักวาติกัน โดยมีภาษาให้เลือกทั้งหมด 4 ภาษาคือ ภาษาอังกฤษ สเปน อิตาลี และภาษาดัทช์ (more…)

คนใช้ Twitter สูงขึ้น 5 เท่า ในวันสาบานตน ของโอบามา

ผู้ใช้ Twitter ต่างมีการอัพเดท twitter ของตนกันอย่างหนาแน่น ในวันที่นายบารัค โอบามา ประธานาธิปดีคนใหม่ของ สหรัฐอเมริกา ทำการสาบานตน โดยในระหว่างพิธีสาบานตนนั้น เว็บไซต์ Twitter มีผู้ใช้หนาแน่นอย่างมาก โดยจำนวนข้อความที่อัพเดทต่อวินาทีนั้น สูงขึ้น 5 เท่าของวันปกติ และจำนวนข้อความที่อัพเดทต่อนาที สูงขึ้น 4 เท่าของวันปกติ เรียกได้ว่าการใช้งาน Twitter นั้นเข้าไปใกล้ชิดกับชีวิตประจำวัน ของนักท่องเว็บแล้วจริง ๆ

twitter-inauguration

ที่มา Twitter Blog

บารัค โอบามา เข้าถึงคนได้เยอะที่สุดใน Twitter

บารัค โอบามา ประธานาธิบดีคนล่าสุด ของสหรัฐอเมริกา เป็นผู้ที่สามารถเข้าถึง ผู้คนได้มากที่สุดใน Twitter ตามข้อมูลจาก TwInfluence ที่แสดงให้เห็นจำนวนการเข้าถึงผู้คน (reach) โดยวัดจากจำนวนคนติดตาม (follower) จำนวนเพื่อนที่มี และจำนวนการอัพเดทต่อครั้ง โดยสิบอันดับแรกที่เห็น ก็คือบัญชีสมาชิก twitter ของนายบารัค โอบามา เข้าถึงผู้คนได้เยอะที่สุดในโลก

twitter-reach-ranking

Online Reputation Monitoring

โลกแห่งอินเทอร์เน็ต ช่างกว้างใหญ่ไพศาล เราจะรู้ได้อย่างไร ว่ามีคนพูดถึงแบรนด์เรา ที่ไหน เมื่อไหร่ อย่างไร หากแบรนด์ต่าง ๆ ไม่มีการจัดการชื่อเสียงของ brand บนออนไลน์ที่ดี ก็จะทำให้ไม่สามารถรู้ถึงความเป็นไป เมื่อผู้บริโภคยุคใหม่ พูดถึงแบรนด์ของเราได้ ดังนั้น การบริหารจัดการชื่อเสียง ของตราสินค้า หรือยี่ห้อ หรือแม้กระทั่งชื่อเสียงของตัวเราเอง บนออนไลน์นั้น มีส่วนสำคัญอย่างมาก ที่บริษัท หรือแบรนด์ต่าง ๆ ต้องให้ความสนใจ แต่จะให้ใช้คนมานั่ง คอยเฝ้าดูตามเว็บต่าง ๆ ก็คงเสียเวลาทำมาหากินแน่นอน (more…)

Consumer 2.0 ผู้บริโภคยุคใหม่ ที่เราต้องใส่ใจ

ผมได้มีโอกาสไปบรรยาย เรื่อง Consumer 2.0 ในงาน Digital Marketing ซึ่งจัดโดย Asia Business Forum เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2551 ที่ผ่านมานี้เอง หากไม่เอาเรื่องราวที่ไปบรรยาย หรือเรื่องราวที่ได้ยินมา จากงานนี้มาฝากท่านผู้อ่าน คงโดนค้อนขวับ ๆ แน่นอนครับ (more…)

Page 1 of 212»