<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	>

<channel>
	<title>Keng.com &#187; Other online marketing</title>
	<atom:link href="http://keng.com/category/articles/other-online-marketing/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://keng.com</link>
	<description>Digital Marketing Blog, Blog Marketing, Social Media Marketing Blog, Online Marketing Blog, Viral Marketing, Case Study, Search Engine Optimization Blog</description>
	<pubDate>Wed, 23 Jul 2008 03:39:22 +0000</pubDate>
	<generator>http://wordpress.org/?v=2.5.1</generator>
	<language>en</language>
			<item>
		<title>ทำอย่างไร ให้วงการ Digital Marketing ไทยโตขึ้น</title>
		<link>http://keng.com/2008/06/25/growth-of-digital-marketing-spending-in-thailand/</link>
		<comments>http://keng.com/2008/06/25/growth-of-digital-marketing-spending-in-thailand/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 25 Jun 2008 15:46:53 +0000</pubDate>
		<dc:creator>เก่ง</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[Other online marketing]]></category>

		<category><![CDATA[digital marketing]]></category>

		<category><![CDATA[jib cafe]]></category>

		<category><![CDATA[จิบกาแฟ]]></category>

		<category><![CDATA[สัมมนา]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://keng.com/?p=204</guid>
		<description><![CDATA[วงการ Digital Marketing  ต้องการที่จะเห็น เม็ดเงินโฆษณา ไหลเข้ามาสู่สื่อ Digital มากยิ่งขึ้น มาดูกันว่า ควรทำอย่างไร]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>เมื่อวันที่ผมได้ไปร่วมเป็นผู้ร่วมเสวนา ในงานจิบกาแฟ คนทำเว็บพบคนโฆษณา เมื่อ 21 มิถุนายน 2550 ที่ผ่านมา ผมได้ตอบคำถาม ผู้ร่วมสัมมนาไปในมุมมองของผม ต่อคำถามที่ว่า &#8220;ทำอย่างไร ให้วงการโฆษณาออนไลน์ของไทย โตขึ้นจาก 0.8% เป็น 2%&#8221; ไปแล้ว ผมเลยอยากนำคำตอบนั้น มาเล่าให้ฟังอีกครั้งหนึ่งที่เว็บนี้ครับ<span id="more-204"></span></p>
<p>ก่อนอื่น คนที่ไม่ได้อยู่ในวงการโฆษณา อาจจะงงกับตัวเลข 0.8% หรือ 2% มันคืออะไร ผมขออธิบายอย่างง่าย ๆ ได้ว่ามันคือ จำนวน 0.8% ของเม็ดเงินมูลค่าการซื้อโฆษณา ทั้งหมดของประเทศไทย คือถ้าเทียบร้อยเปอร์เซ็น จะพบว่า งบโฆษณาส่วนใหญ่ ไปตามสื่อกระแสหลัก เช่น โฆษณาในโทรทัศน์ วิทยุ หรือหนังสือพิมพ์เป็นต้น ยิ่งเป็นโฆษณาทีวีด้วยแล้ว กินเงินไปเยอะเชียวครับ แต่เม็ดเงินจำนวนแค่ 0.8%  ที่มาซื้อออนไลน์นั้น ยังถือว่าน้อยอยู่ เมื่อเทียบกับประเทศอื่น ๆ ในเอเชียแปซิฟิค</p>
<p>ดังนั้น วงการโฆษณา Digital Marketing รวมทั้งวงการเว็บมาสเตอร์ ต้องการที่จะเห็นเม็ดเงินโฆษณา ไหลเข้ามาสู่สื่อ Digital มากยิ่งขึ้น เลยมีคำถามออกมาว่า &#8220;ทำอย่างไร ให้การใช้เงินโฆษณาออนไลน์ โตจาก 0.8% ไปเป็น 2%&#8221;</p>
<p>ผมตอบไปในงานจิบกาแฟ อย่างคร่าว ๆ ว่า ต้องเป็นความร่วมมือกันหลายฝ่าย มันถึงจะดันให้ตลาดโตขึ้นมาได้ โดยแบ่งเป็นสามฝ่ายใหญ่ ๆ ดังนี้</p>
<p><strong>1. ฝ่ายเจ้าของเว็บ</strong><br />
เราสามารถเรียกเว็บต่าง ๆ ได้ว่าเป็นสื่อแต่ละยี่ห้อนั่นเอง ทางเจ้าของเว็บเอง ต้องทำให้เว็บไซต์มีเนื้อหาที่ดี และมีประโยชน์ให้กับผู้เข้าชมอย่างชัดเจน ไม่ทำการสร้างทราฟฟิคหลอก ๆ ขึ้นมา เช่นการใช้เทคนิคด้านมืด โกงให้ตัวเลขคนเข้าเว็บเยอะ ๆ จะได้มีคนมาลงโฆษณา หากเจ้าของเว็บทำแบบนี้แล้ว และมีคนมาลงโฆษณาจริง แต่พอเมื่อจบแคมเปญ จะพบว่าเว็บที่ตัวเลขคนเข้าเว็บเยอะ แต่ไม่ได้มีคนเข้ามาจริง ๆ ผู้โฆษณา หรือผู้กุมเงิน ก็จะผลตอบแทนอย่างที่ควรจะเป็น สิ่งเหล่านี้ ล้วนเป็นสิ่งที่บั่นทอนจิตใจ ของคนกำเงิน (หรือผู้ซื้อโฆษณานั่นเอง) หากผู้โฆษณาไม่เชื่อถือ สื่ออินเตอร์เน็ท ก็จะทำให้ตลาดไม่โตเท่าที่ควร</p>
<p><strong>2. ฝ่ายเอเจนซี่โฆษณา</strong><br />
ฝ่ายนี้เรียกได้ว่าเป็นตัวกลาง ทำให้ผู้ซื้อโฆษณา มาเจอกับเจ้าของเว็บ หน้าที่ของเอเจนซี่คือ การวางแผนให้แคมเปญต่าง ๆ ของลูกค้า ประสบความสำเร็จ มีบทบาทสำคัญคือ ต้องวางแผน และให้คำแนะนำกับทั้งเจ้าของเว็บ และผู้ซื้อโฆษณา ได้อย่างดี เพราะการวิเคราะห์ที่ผิดพลาดต่าง ๆ ก็จะทำให้ผู้ซื้อโฆษณา ไม่ได้รับแคมเปญโฆษณาที่ประสบความสำเร็จเช่นกัน ดังนั้นทางฝ่ายเอเจนซี่ ก็ต้องทำงานวางแผน digital marketing ให้ดี และก็ต้องมีสอนให้ลูกค้า รู้จัก และเข้าใจสื่อ digital media มากยิ่งขึ้น</p>
<p><strong>3. ฝ่ายผู้ซื้อโฆษณา</strong><br />
เรามักจะแอบเรียกฝ่ายผู้ซื้อโฆษณาว่า &#8220;ลูกค้า&#8221; ซึ่งลูกค้าเอง ก็ต้องเข้าใจในมุมของ Digital Marketing ว่า มันสามารถทำแคมเปญโฆษณา ได้ตอบโจทย์ที่ลูกค้าต้องการได้จริง ๆ</p>
<p>โดยทั้ง 3 ฝ่าย ต้องทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด ซึ่งทั้งสามฝ่าย ก็มีงานที่หนักในส่วนของตัวเองกันทั้งนั้น ดังนั้นก็คงต้องร่วมมือกัน ในทุก ๆ ส่วนครับ</p>
<p>Photo by : <a href="http://flickr.com/photos/16870604@N07/">Rene Ehrhardt</a></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://keng.com/2008/06/25/growth-of-digital-marketing-spending-in-thailand/feed/</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>10 เทคนิค การออกแบบ แบนเนอร์ โฆษณา</title>
		<link>http://keng.com/2008/04/28/10-tips-for-creating-great-online-media-creative/</link>
		<comments>http://keng.com/2008/04/28/10-tips-for-creating-great-online-media-creative/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 28 Apr 2008 15:01:01 +0000</pubDate>
		<dc:creator>เก่ง</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[Other online marketing]]></category>

		<category><![CDATA[banner]]></category>

		<category><![CDATA[banner design]]></category>

		<category><![CDATA[creative]]></category>

		<category><![CDATA[ออกแบบ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://keng.com/?p=148</guid>
		<description><![CDATA[เรามีเวลากันเพียงแค่ 3 วินาที ในการดึงความสนใจจากผู้ชมเว็บ บทความนี้ จะช่วยคุณให้ใช้เวลา 3 วินาทีนั้น ได้อย่างคุ้มค่าที่สุด]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสไปงาน Digital Conference ที่บาหลี ประเทศอินโดนีเซียมา ในงานเค้ามีแจกของที่ระลึกมาหนึ่งถุง ในนั้นมีของที่ระลึกจาก <a href="http://yahoo.com">Yahoo</a> มาด้วยครับ หนึ่งในนั้นคือกล่องใส่นามบัตร แต่ว่าในกล่องใส่นามบัตรนั้น แทนที่เค้าจะปล่อยให้ว่างไว้ เค้าดันใส่กระดาษสีม่วง ๆ มาแผ่นนึง (ไม่ใช่แบงค์ห้าร้อยนะครับ) เป็นข้อมูลที่น่าสนใจทีเดียว นั่นคือบทความเรื่อง 10 Tips for Creating Great Online Media Creative หรือเทคนิคในการออกแบบแบนเนอร์ หรือชิ้นงาน creative ออนไลน์ครับ ไม่ว่าจะเป็นแบนเนอร์แบบธรรมดา, floating ad หรือ banner แบบ interactive ad เลยถือโอกาส เอาบทความนี้มาเล่าให้ฟังกันครับ<span id="more-148"></span></p>
<p>ในวงการเอเจนซี่ เค้าจะเรียกตัวชิ้นงานดีไซน์ต่างๆ ว่า creative เช่น ออกแบบ banner หนึ่งชิ้น เค้าก็เรียกว่านี่คือ creative หนึ่งชิ้น เป็นต้น เรามาดูกันว่า เทคนิคที่ Yahoo แนะนำมานี้ น่าสนใจแค่ไหน</p>
<p><a href="http://keng.com/wp-content/uploads/2008/05/10.jpg"><img class="alignnone size-full wp-image-149" title="10" src="http://keng.com/wp-content/uploads/2008/05/10.jpg" alt="10 Tips to Digital Media Creative" width="500" height="226" /></a></p>
<p>ทาง Yahoo บอกเรามาก่อนเลยว่า เรามีเวลาเพียงแค่ไ่ม่เกิน 3 วินาที เพื่อที่จะดึงความสนใจจาก user หรือ visitor นี่คือเทคนิคในการออกแบบ creative ให้ผู้ชมสนใจครับ</p>
<ol>
<li>เน้นไอเดียหลักเพียงแค่ 1 หรือ 2 ประเด็นเท่านั้นก็พอ</li>
<li>บริหารจัดการความยาวของตัวอักษรให้ดี ไม่ควรยาวเกินไป เดี๋ยวผู้ชมจะอ่านไม่ทัน</li>
<li>เน้นให้เห็นถึงประเด็นที่อยากให้ผู้ชมทำ เช่น ให้โทรไป call center หรือให้คลิก หรือให้เล่นเกมส์ เป็นต้น</li>
<li>ทำให้แบรนด์ดูโดดเด่นตลอดเวลาที่แสดง ad เช่น มี logo อยู่ทุกเฟรม</li>
<li>ทำให้ banner นั้น interact ได้ เช่นมีเกมให้เล่น หรือให้เอาเมาส์คลิกเพื่อเล่นกับ banner  หรือทำ link เพื่อให้ไปอ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้</li>
<li>วีดีโอออนไลน์มีแนวโน้มที่จะทำงานร่วมกันได้ดีกับแคมเปญออฟไลน์อื่น ๆ</li>
<li>ทำให้มีปุ่ม replay บน banner</li>
<li>ทำให้ปุ่มปิด (close) ให้เห็นเด่นชัด ในกรณีที่เป็น floating ad หรือ banner รูปแบบอื่น ๆ ที่รบกวนผู้้ใช้ (ปกติแล้ว ปุ่มปิด ควรจะอยู่ที่มุมขวาบน)</li>
<li>ใช้ตัวอักษรในการสื่อสารไอเดียหลัก ๆ แทนการใช้เสียง (เพราะผู้ใช้ส่วนใหญ่มักจะปิดเสียง)</li>
<li>มีทางเลือกให้้ผู้ใช้ ในการเปิด หรือปิดเสียงของโฆษณาชิ้นนั้น ๆ</li>
</ol>
<p>ขอบคุณข้อมูลจาก <a href="http://yahoo.com">Yahoo</a> และภาพประกอบจาก <a href="http://flickr.com/photos/candidshotluvr/2455939112/">liteluvr</a></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://keng.com/2008/04/28/10-tips-for-creating-great-online-media-creative/feed/</wfw:commentRss>
		</item>
	</channel>
</rss>
