MarketingSherpa และ ad:tech ได้รว่มกันทำการสำรวจ จากนักการตลาด 1,200 คน และผลที่ได้รับ ทำให้เรามองเห็นว่า นักการตลาดทั่วโลก นิยมใช้เครื่องมือใด มาทำการตลาดออนไลน์ และนักการตลาดเหล่านั้น คิดว่าเครื่องมือไหน ตอบโจทย์ ROI ของเขามากที่สุด ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ เราสามารถนำมาศึกษา และปรับใช้งานกับแคมเปญโฆษณาออนไลน์ของคุณได้เอง ในช่วงระยะเวลาที่เศรฐกิจขาลงแบบนี้

จาก าพกราฟด้านบน จะเห็นว่าแนวตั้งคือจำนวนเปอร์เซ็นต์การใช้งาน ถ้าเปอร์เซ็นต์สูงมากแปลว่านักการตลาดนิยมใช้เครื่องมือเหล่านี้มาก และแนวนอน แสดงให้เห็นว่าเครื่องมือไหน ใช้แล้วได้ผลทางด้าน ROI (Return On Investment) ดีที่สุด ในความคิดเห็นของนักการตลาด ที่ตอบผลสำรวจ สิ่งที่เราเห็นก็คือ
- Paid Search เป็นเครื่องมือที่ได้ผลทางด้าน ROI มากที่สุด ซึ่งหนึ่งใน Paid Search ที่คนไทยเองคุ้นเคยมากที่สุดก็คือ Google Adwords นั่นเอง จากผลที่ออกมาว่า Paid Search มีผล ROI ที่ดี เพราะว่าเวลาคน search หรือค้นหาข้อมูลใด ๆ ก็ตาม นั่นหมายถึงว่าเค้ามีความต้องการ (demand) ในสิ่งของ หรือข้อมูลอย่างใดอย่างหนึ่งแล้วนั่นเอง ดังนั้นหากผลการค้นหา ของมาพบโฆษณาที่ตรงกับสิ่งที่เค้าต้องการ ก็จะทำให้คลิก และกระทำการต่อเช่น ซื้อสินค้า ต่อไปได้ไม่ยาก
- House Email ถ้าจะพูดง่าย ๆ ก็คือการส่ง email เช่นพวก newsletter นั่นเอง ในความหมายของ house mail นี้ ก็น่าจะเป็นอีเมล์ที่ user มาสมัครทิ้งไว้ หรือว่าเป็นสมาชิกนั่นเอง เมื่อเป็นสมาชิกแล้วเราส่งอีเมล์เข้าไป มักจะดึงความสนใจได้ไม่ยาก เพราะผู้ส่งคือเว็บไซต์ หรือองค์กรที่เค้าได้สมัครเป็นสมาชิกไว้แล้วนั่นเอง (ต่างจากการไปเช่า list email ที่มักจะมีผลตอบรับไม่ค่อยดี)
- SEO (Search Engine Optimization) ผลการสำรวจบอกว่า SEO เป็นอีกหนึ่งในเครื่องมือที่ใช้ได้ผลดี เพราะเป็นเรื่องเกี่ยวกับผลการค้นหาเหมือนกัน ทำให้การ conversion นั้นมีโอกาสสูง
- Affiliate Marketing ในต่างประเทศ การใช้ affiliate marketing นั้นค่อนข้างได้รับความนิยม เพราะลงทุนไม่เยอะมาก แต่ได้ผลการขายที่เห็นได้ชัด ลักษณะการทำงานของ affiliate marketing คือเมื่อมีคนเอาสินค้าของคุณไปช่วยขาย หากขายได้ คุณก็ต้องจ่าย commission ให้เขา (จ่ายต่อเมื่อสินค้าขายได้) จึงได้ผล ROI ค่อนข้างดี
- Behavioral targeting การแบ่งกลุ่มเป้าหมายตามพฤติกรรม หมายถึงการที่นักการตลาด เฝ้าดูพฤติกรรมของผู้บริโ คอย่างใกล้ชิด แล้วลงโฆษณาตามพฤติกรรมนั้น เช่น หากนาย A ชอบดูเว็บไซต์ sanook.com และต่อมาแวะไปดูเว็บไซต์รถยนต์มือสอง หลังจากนั้นไปดูเว็บไซต์เกี่ยวกับ าพยนตร์ เมื่อนักการตลาดรู้เช่นนี้ เขาสามารถจะลงโฆษณารถยนต์มือสองใน sanook.com หรือบางทีนาย A อาจเห็นโฆษณารถยนต์มือสอง ในเว็บไซต์ าพยนตร์เช่นกัน ที่นักการตลาดสามารถทำแบบนี้ได้ เพราะเทคโนโลยีสมัยใหม่ ในการตรวจสอบพฤติกรรมผู้บริโ คแบบ Advance Tracking นั่นเอง แต่ในประเทศไทยของเรา ยังใช้กันไม่เยอะนัก
- Text-Link Ad โฆษณารูปแบบตัวอักษร คือโฆษณารูปแบบนี้ มักจะแฝงตัวอยู่ในเนื้อหา หรือเว็บไซต์แบบไม่ค่อยทำให้ นักท่องเว็บรู้สึกว่าถูกกวนใจ เพราะมันไม่ค่อยกระโตกกระตาก เหมือนแบนเนอร์โฆษณา หากโฆษณาแบบ text link นี้ ถูกวางอย่า่งถูกที่ถูกเวลา มันก็จะสร้าง conversion สูง และราคาก็ไม่สูงเท่า banner ดังนั้นการทำ ROI ให้มีอัตราสูงก็ไม่ยากเลย
- Contextual Targeting การเลือกกลุ่มเป้าหมายตามบริบท หรือตามเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกัน เช่นเว็บไซต์เกี่ยวกับรถยนต์ แล้วมีโฆษณารถยนต์ยี่ห้อหนึ่ง จะเห็นว่าโฆษณามีข้อมูลหรือเนื้อหาเกี่ยวข้องกัน สิ่งนี้เรียกว่า Contextual Targeting ซึ่งเป็นปกติที่เราเห็นกันบ่อย ๆ อยู่แล้วเป็นประจำ เช่นโฆษณาเครื่องสำอาง ในเว็บไซต์สอนแต่งหน้า เป็นต้น
- Rich Media / Video โฆษณาแบบริชมีเดีย ก็คือเทคโนโลยี ที่ใช้ในการโฆษณา ซึ่งประกอบด้วย าพกราฟฟิค เสียง หรือวีดีโอที่มีรายละเอียดมาก ทำให้ผู้ใช้งานมีปฎิสัมพันธ์ กับแบนเนอร์โฆษณาได้โดยตรง โดยไม่ออกจากหน้าดังกล่าว ตัวอย่างเช่น หากแบนเนอร์ริชมีเดียนั้น ให้นักท่องเว็บสามารถสมัครสมาชิก หรือลงทะเบียนได้ในแบนเนอร์ได้เลย ทำให้นักท่องเว็บไม่ต้องคลิกไปหน้าอื่น ซึ่งอาจจะไปลดอัตราการ conversion ได้นั่นเอง ดังนั้น หากนักท่องเว็บปฎิสัมพันธ์ กับแบนเนอร์ได้โดยตรง ก็สามารถทำให้เกิด ROI ที่สูงไ้ด้เช่นกัน ส่วนโฆษณาแบบวีดีโอนั้น เราต่างเห็นว่าอินเทอร์เน็ตในไทยเองก็เร็วขึ้นแล้ว และรูปแบบวีดีโอเอง ก็สามารถอธิบายสิ่งต่าง ๆ ได้ดีขึ้น ทำให้นักท่องเว็บ เข้าใจในสิ่งที่โฆษณาชิ้นนั้น ต้องการสื่อสารได้ดีขึ้น
- Banner / Button โฆษณารูปแบบป้ายแบนเนอร์ ได้รับความนิยมอยู่เสมอมา แต่การที่ทำ ROI ได้ไม่สูงนัก เป็นเพราะว่าค่าโฆษณาเป็นแบนเนอร์นั้นมีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง ทำให้อัตราการทำ ROI นั้นต่ำกว่าสื่ออื่นๆ ที่กล่าวมาข้างต้น
- Rented Email List การเช่ารายชื่ออีเมล์ เพื่อส่งอีเมล์เข้าไปโฆษณาในกลุ่มเป้าหมายที่ไม่เคยสนใจในสินค้า หรือแบรนด์ของเรามาก่อน มักจะไม่ค่อยได้ผลที่ดีมากนัก เพราะผู้คนมักจะไม่เปิดอ่านอีเมล์ที่เค้าไม่รู้ที่มาที่ไป ทำให้อัตราการทำ ROI นั้นไม่สูงมาก
- Pop-ups / Pop-unders โฆษณาแบบ pop-ups หรือ pop-unders นั้นค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง เพราะมันก็เป็นแบนเนอร์อีกรูปแบบหนึ่งนั่นเอง แต่ด้วยความที่ browser ทุกวันนี้มันจะมีคุณสมบัติในการปิดกั้น pop-up โดยอัตโนมัติ ดังนั้นอัตรา ROI ก็เลยยิ่งต่ำเข้าไปอีก
ผมขอถือโอกาสนี้ให้ทุกท่านได้ทำความรู้จักกับเครื่องไม้เครื่องมือไปด้วยเลยในตัว จากอันดับในผลการสำรวจข้างต้นนี้ เราสามารถนำไปประยุกต์ใช้ ในการวางแผนโฆษณาออนไลน์ของเราได้ เพราะข้อมูลที่ได้ ค่อนข้างใกล้ตัว และพฤติกรรมของนักท่องเว็บ ต่างประเทศ และประเทศไทย ก็ไม่ต่างกันมากนักครับ
ที่มา MarketingSherpa
อ้างอิงความหมายของคำว่า Rich Media จากหนังสือ The Online Advertising Playbook



February 6th, 2009 at 9:20 am
ข้อมูลน่าสนใจมากๆ ครับ
ตอนนี้ผมกำลังหาช่องทางโปรโมทเว็บไซต์ขายนามบัตร 7namecard ของผมอยู่ เคสนี้คงทำให้ผมชั่งใจได้ว่าจะเลือกทำการตลาดแบบไหนครับ
February 6th, 2009 at 10:18 am
กำลังอ่านเลยเมื่อเช้านี้
February 6th, 2009 at 9:54 pm
เยี่ยมเลยครับ
February 24th, 2009 at 1:55 am
ขอบคุณครับ กำลังหาอยู่เลย มีประโยชน์จริงๆ:)
May 20th, 2009 at 1:15 am
ขอบคุณมากครับ ตอนนี้ผมกำลังหาวิธีการลงโฆษณาในอินเตอร์เน็ต แต่ยังไม่แน่ชัดว่าจะทำการโฆษณาอย่างไรดี ให้ได้ประสิทธิผล และค่าใช้จ่ายไม่สูง ช่วยแนะนำที่ครับ ขอบคุณครับ