ผลสำรวจ โฆษณาออนไลน์ แบบไหนตอบโจทย์ ROI

Posted on 06 February 2009 by เก่ง

MarketingSherpa และ ad:tech ได้รว่มกันทำการสำรวจ จากนักการตลาด 1,200 คน และผลที่ได้รับ ทำให้เรามองเห็นว่า นักการตลาดทั่วโลก นิยมใช้เครื่องมือใด มาทำการตลาดออนไลน์ และนักการตลาดเหล่านั้น คิดว่าเครื่องมือไหน ตอบโจทย์ ROI ของเขามากที่สุด ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ เราสามารถนำมาศึกษา และปรับใช้งานกับแคมเปญโฆษณาออนไลน์ของคุณได้เอง ในช่วงระยะเวลาที่เศรฐกิจขาลงแบบนี้

roi-chart

จาก าพกราฟด้านบน จะเห็นว่าแนวตั้งคือจำนวนเปอร์เซ็นต์การใช้งาน ถ้าเปอร์เซ็นต์สูงมากแปลว่านักการตลาดนิยมใช้เครื่องมือเหล่านี้มาก และแนวนอน แสดงให้เห็นว่าเครื่องมือไหน ใช้แล้วได้ผลทางด้าน ROI (Return On Investment) ดีที่สุด ในความคิดเห็นของนักการตลาด ที่ตอบผลสำรวจ สิ่งที่เราเห็นก็คือ

  1. Paid Search เป็นเครื่องมือที่ได้ผลทางด้าน ROI มากที่สุด ซึ่งหนึ่งใน Paid Search ที่คนไทยเองคุ้นเคยมากที่สุดก็คือ Google Adwords นั่นเอง จากผลที่ออกมาว่า Paid Search มีผล ROI ที่ดี เพราะว่าเวลาคน search หรือค้นหาข้อมูลใด ๆ ก็ตาม นั่นหมายถึงว่าเค้ามีความต้องการ (demand) ในสิ่งของ หรือข้อมูลอย่างใดอย่างหนึ่งแล้วนั่นเอง ดังนั้นหากผลการค้นหา ของมาพบโฆษณาที่ตรงกับสิ่งที่เค้าต้องการ ก็จะทำให้คลิก และกระทำการต่อเช่น ซื้อสินค้า ต่อไปได้ไม่ยาก
  2. House Email ถ้าจะพูดง่าย ๆ ก็คือการส่ง email เช่นพวก newsletter นั่นเอง ในความหมายของ house mail นี้ ก็น่าจะเป็นอีเมล์ที่ user มาสมัครทิ้งไว้ หรือว่าเป็นสมาชิกนั่นเอง เมื่อเป็นสมาชิกแล้วเราส่งอีเมล์เข้าไป มักจะดึงความสนใจได้ไม่ยาก เพราะผู้ส่งคือเว็บไซต์ หรือองค์กรที่เค้าได้สมัครเป็นสมาชิกไว้แล้วนั่นเอง (ต่างจากการไปเช่า list email ที่มักจะมีผลตอบรับไม่ค่อยดี)
  3. SEO (Search Engine Optimization) ผลการสำรวจบอกว่า SEO เป็นอีกหนึ่งในเครื่องมือที่ใช้ได้ผลดี เพราะเป็นเรื่องเกี่ยวกับผลการค้นหาเหมือนกัน ทำให้การ conversion นั้นมีโอกาสสูง
  4. Affiliate Marketing ในต่างประเทศ การใช้ affiliate marketing นั้นค่อนข้างได้รับความนิยม เพราะลงทุนไม่เยอะมาก แต่ได้ผลการขายที่เห็นได้ชัด ลักษณะการทำงานของ affiliate marketing คือเมื่อมีคนเอาสินค้าของคุณไปช่วยขาย หากขายได้ คุณก็ต้องจ่าย commission ให้เขา (จ่ายต่อเมื่อสินค้าขายได้) จึงได้ผล ROI ค่อนข้างดี
  5. Behavioral targeting การแบ่งกลุ่มเป้าหมายตามพฤติกรรม หมายถึงการที่นักการตลาด เฝ้าดูพฤติกรรมของผู้บริโ คอย่างใกล้ชิด แล้วลงโฆษณาตามพฤติกรรมนั้น เช่น หากนาย A ชอบดูเว็บไซต์ sanook.com และต่อมาแวะไปดูเว็บไซต์รถยนต์มือสอง หลังจากนั้นไปดูเว็บไซต์เกี่ยวกับ าพยนตร์ เมื่อนักการตลาดรู้เช่นนี้ เขาสามารถจะลงโฆษณารถยนต์มือสองใน sanook.com หรือบางทีนาย A อาจเห็นโฆษณารถยนต์มือสอง ในเว็บไซต์ าพยนตร์เช่นกัน ที่นักการตลาดสามารถทำแบบนี้ได้ เพราะเทคโนโลยีสมัยใหม่ ในการตรวจสอบพฤติกรรมผู้บริโ คแบบ Advance Tracking นั่นเอง แต่ในประเทศไทยของเรา ยังใช้กันไม่เยอะนัก
  6. Text-Link Ad โฆษณารูปแบบตัวอักษร คือโฆษณารูปแบบนี้ มักจะแฝงตัวอยู่ในเนื้อหา หรือเว็บไซต์แบบไม่ค่อยทำให้ นักท่องเว็บรู้สึกว่าถูกกวนใจ เพราะมันไม่ค่อยกระโตกกระตาก เหมือนแบนเนอร์โฆษณา หากโฆษณาแบบ text link นี้ ถูกวางอย่า่งถูกที่ถูกเวลา มันก็จะสร้าง conversion สูง และราคาก็ไม่สูงเท่า banner ดังนั้นการทำ ROI ให้มีอัตราสูงก็ไม่ยากเลย
  7. Contextual Targeting การเลือกกลุ่มเป้าหมายตามบริบท หรือตามเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกัน เช่นเว็บไซต์เกี่ยวกับรถยนต์ แล้วมีโฆษณารถยนต์ยี่ห้อหนึ่ง จะเห็นว่าโฆษณามีข้อมูลหรือเนื้อหาเกี่ยวข้องกัน สิ่งนี้เรียกว่า Contextual Targeting ซึ่งเป็นปกติที่เราเห็นกันบ่อย ๆ อยู่แล้วเป็นประจำ เช่นโฆษณาเครื่องสำอาง ในเว็บไซต์สอนแต่งหน้า เป็นต้น
  8. Rich Media / Video โฆษณาแบบริชมีเดีย ก็คือเทคโนโลยี ที่ใช้ในการโฆษณา ซึ่งประกอบด้วย าพกราฟฟิค เสียง หรือวีดีโอที่มีรายละเอียดมาก ทำให้ผู้ใช้งานมีปฎิสัมพันธ์ กับแบนเนอร์โฆษณาได้โดยตรง โดยไม่ออกจากหน้าดังกล่าว ตัวอย่างเช่น หากแบนเนอร์ริชมีเดียนั้น ให้นักท่องเว็บสามารถสมัครสมาชิก หรือลงทะเบียนได้ในแบนเนอร์ได้เลย ทำให้นักท่องเว็บไม่ต้องคลิกไปหน้าอื่น ซึ่งอาจจะไปลดอัตราการ conversion ได้นั่นเอง ดังนั้น หากนักท่องเว็บปฎิสัมพันธ์ กับแบนเนอร์ได้โดยตรง ก็สามารถทำให้เกิด ROI ที่สูงไ้ด้เช่นกัน ส่วนโฆษณาแบบวีดีโอนั้น เราต่างเห็นว่าอินเทอร์เน็ตในไทยเองก็เร็วขึ้นแล้ว และรูปแบบวีดีโอเอง ก็สามารถอธิบายสิ่งต่าง ๆ ได้ดีขึ้น ทำให้นักท่องเว็บ เข้าใจในสิ่งที่โฆษณาชิ้นนั้น ต้องการสื่อสารได้ดีขึ้น
  9. Banner / Button โฆษณารูปแบบป้ายแบนเนอร์ ได้รับความนิยมอยู่เสมอมา แต่การที่ทำ ROI ได้ไม่สูงนัก เป็นเพราะว่าค่าโฆษณาเป็นแบนเนอร์นั้นมีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง ทำให้อัตราการทำ ROI นั้นต่ำกว่าสื่ออื่นๆ ที่กล่าวมาข้างต้น
  10. Rented Email List การเช่ารายชื่ออีเมล์ เพื่อส่งอีเมล์เข้าไปโฆษณาในกลุ่มเป้าหมายที่ไม่เคยสนใจในสินค้า หรือแบรนด์ของเรามาก่อน มักจะไม่ค่อยได้ผลที่ดีมากนัก เพราะผู้คนมักจะไม่เปิดอ่านอีเมล์ที่เค้าไม่รู้ที่มาที่ไป ทำให้อัตราการทำ ROI นั้นไม่สูงมาก
  11. Pop-ups / Pop-unders โฆษณาแบบ pop-ups หรือ pop-unders นั้นค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง เพราะมันก็เป็นแบนเนอร์อีกรูปแบบหนึ่งนั่นเอง แต่ด้วยความที่ browser ทุกวันนี้มันจะมีคุณสมบัติในการปิดกั้น pop-up โดยอัตโนมัติ ดังนั้นอัตรา ROI ก็เลยยิ่งต่ำเข้าไปอีก

ผมขอถือโอกาสนี้ให้ทุกท่านได้ทำความรู้จักกับเครื่องไม้เครื่องมือไปด้วยเลยในตัว จากอันดับในผลการสำรวจข้างต้นนี้ เราสามารถนำไปประยุกต์ใช้ ในการวางแผนโฆษณาออนไลน์ของเราได้ เพราะข้อมูลที่ได้ ค่อนข้างใกล้ตัว และพฤติกรรมของนักท่องเว็บ ต่างประเทศ และประเทศไทย ก็ไม่ต่างกันมากนักครับ

ที่มา MarketingSherpa
อ้างอิงความหมายของคำว่า Rich Media จากหนังสือ The Online Advertising Playbook

5 Comments For This Post

  1. เสก Says:

    ข้อมูลน่าสนใจมากๆ ครับ
    ตอนนี้ผมกำลังหาช่องทางโปรโมทเว็บไซต์ขายนามบัตร 7namecard ของผมอยู่ เคสนี้คงทำให้ผมชั่งใจได้ว่าจะเลือกทำการตลาดแบบไหนครับ

  2. NPmeStory Says:

    กำลังอ่านเลยเมื่อเช้านี้

  3. aekram43 Says:

    เยี่ยมเลยครับ

  4. เช่ารถตู้ดๆ Says:

    ขอบคุณครับ กำลังหาอยู่เลย มีประโยชน์จริงๆ:)

  5. โอ Says:

    ขอบคุณมากครับ ตอนนี้ผมกำลังหาวิธีการลงโฆษณาในอินเตอร์เน็ต แต่ยังไม่แน่ชัดว่าจะทำการโฆษณาอย่างไรดี ให้ได้ประสิทธิผล และค่าใช้จ่ายไม่สูง ช่วยแนะนำที่ครับ ขอบคุณครับ

Leave a Reply