ผมได้มีโอกาสไปบรรยาย เรื่อง Consumer 2.0 ในงาน Digital Marketing ซึ่งจัดโดย Asia Business Forum เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2551 ที่ผ่านมานี้เอง หากไม่เอาเรื่องราวที่ไปบรรยาย หรือเรื่องราวที่ได้ยินมา จากงานนี้มาฝากท่านผู้อ่าน คงโดนค้อนขวับ ๆ แน่นอนครับ
ผมเลยขออนุญาตนำเรื่อง Consumer 2.0 ที่ผมบรรยาย มาเล่าให้ฟังกันก่อนเลยละกันครับ ทุกวันนี้ก่อนที่เราจะออกจากบ้าน ต้องอ่านหนังสือพิมพ์ตอนเช้า เราก็จะพบโฆษณาต่าง ๆ ที่เรียงราย อยู่ตามหน้าหนังสือพิมพ์ แล้วพอออกเดินทางไปเรียน หรือไปทำงาน ก็ยังต้องเห็นโฆษณาตามที่ต่าง ๆ เช่นป้ายบิลบอร์ด หรือโฆษณาบนรถไฟฟ้าอีก มีใครเคยนับไหมครับ ว่าเราเจอโฆษณากันวันละกี่ชิ้น
ยังครับ ยังไม่พอ เวลาเดินเข้าห้องน้ำ เพื่อไปทำธุระ เรายังจะเห็นโฆษณาอีก เช่นเวลาคุณผู้ชาย ทำธุระเบา ๆ เวลายื่นปล่อยให้โลกของเราโล่งขึ้นนั้น มีโฆษณาจ่ออยู่ที่หน้า จะเดินหนีก็ไม่ได้ (เดี๋ยวหกเลอะ อิ อิ) เวลาเดินไปล้างมือ ก็เจอโฆษณาอีก เรียกได้ว่าตลอดเวลาเลย สิ่งเหล่านี้ เปรียบเสมือนว่า ผู้บริโ คอย่างเรา ๆ ท่าน ๆ ถูกมัดมือชกโดยนักการตลาด ของแบรนด์สินค้าต่าง ๆ ทั้งหลายนั่นเอง
ทว่า สิ่งนั้นได้เปลี่ยนไปแล้ว ในยุคนี้ โดยผู้บริโ ค เปรียบเสมือนติดอาวุธหนัก มาเล่นงานแบรนด์สินค้าต่าง ๆ ได้หากไม่พอใจขึ้นมา นี่คือยุคที่เราเรียกว่า Consumer 2.0 ซึ่งยุคนี้ ผู้บริโ คสามารถแสดงความคิดเห็น หรือพูดถึงแบรนด์ต่าง ๆ ได้ตลอดเวลา สิ่งนี้เอง ทำให้นักการตลาดในยุคนี้ ต้องหันหลังกลับมาพิจารณา หากเพียงเพราะว่า ความไม่พอใจของผู้บริโ คเพียงนิดเดียว อาจหมายถึงชะตาที่แขวนอยู่บนเส้นด้าย ของแบรนด์เลยทีเดียว
เหตุผลเหล่านี้ เป็นเพราะผมไปเจอ ผลการค้นคว้าอยู่ชิ้นหนึ่ง บอกว่า ผู้บริโ คมักไม่ค่อยเชื่อถือโฆษณามากนัก แต่มักจะเชื่อคำแนะนำจากผู้บริโ คด้วยกันมากกว่า เช่นพฤติกรรม การค้นคว้าหาข้อมูลรีวิวผลิต ัณฑ์ ที่ตนเองต้องการจะซื้อ ผ่านจากอินเทอร์เน็ตก่อนตัดสินใจซื้อนั่นเอง สิ่งนี้ทำให้อาวุธ ที่ผู้บริโ ค มีสิทธิ์ในการเลือกใช้ เช่น Blog ที่สามารถทำให้ผู้บริโ ค อยากจะเขียนรีวิว หรือเขียนแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับสินค้า หรือบริการ, PodCasting ก็ทำได้ไม่ยาก อัดเสียงผ่านมือถือ หรืออัดวีดีโอผ่านมือถือ ก็ง่าย, เว็บบอร์ด, youtube ฯลฯ เป็นกำลังและอาวุธหนักของผู้บริโ ค ที่มีสิทธิ์ มีเสียงในการแสดงความคิดเห็นนั่นเอง
ดังนั้น สิ่งที่นักการตลาดต้องสนใจก็คือ การทำตลาดทุกวันนี้ ไม่ใช่เพียงแค่ส่งข้อมูล (Information) ผ่านไปหาผู้บริโ คเท่านั้น แต่กลับกลายเป็นต้องใส่ใจผู้บริโ คให้มากขึ้น พร้อม ๆ กับทำสิ่งที่สำคัญที่สุด ในการสื่อสารกับ Consumer ยุค 2.0 นั่นก็คือ การพูดคุย (Conversation) นั่นเองครับ
ฝากเป็นการบ้านให้คิด ตอบกันมาใน comment ได้นะครับว่า นักการตลาด สามารถเข้าไปพูดคุยกับผู้บริโ ค ได้ที่ไหนบ้างครับ
Photo Credit : าพประกอบโดย Jurvetson



August 20th, 2008 at 2:21 pm
- บนนาฬิกาปลุก digital (ประเ ทต่างๆ) ทันทีที่เราตื่นนอน
- บนกระจกส่องหน้าในห้องน้ำ แบบ digital ที่มี reminder ทันทีที่เราเปิดไฟเพื่อแปรงฟัน
- บนตู้เย็น แบบ digital ที่มี To do list ทันทีที่เราสัมผัส touch screen
- บนวิทยุ digital ที่เชื่อมต่อกับ cellphone โดย short message / interactive voice mail
- บน iphone หรือ บรรดา boothtooth devices ที่ detect ได้ ขณะเดินบนถนน
- แน่นอน บน blog หรือแบบสอบถาม online ที่”ล่อใจ”ให้ตอบ ด้วยของ gimmicks
กำลังนึกถึง interactive บนบานประตู ขณะนั่งบนชักโครกในห้างแห่งอนาคต
อย่างหลังนี่ เหมาะกับ segment นักกิจกรรม(ฝาผนัง) กลุ่มคนพันธุ์อาร์ – อาชีวะ(ฮา)
: )
August 20th, 2008 at 10:23 pm
ผมว่าพวกแบรนด์สินค้าต่างๆ น่าจะเปิดให้เราคอมเมนท์กลับไปทางอีเมล์ หรือโทรเข้าไป ว่า ชอบไม่ชอบตรงไหน แล้วนำไปปรับปรุงครับ (แต่ผมก็ว่ามันก็มีแบบนี้อยู่แล้วนี่หน่า เช่น dtac , truemove, hutch) แต่ก็ไม่ค่อยมีใครกล้าจะว่าเค้าเท่าไหร่ นอกจากจะมาคุยกันเอง ว่ามานไม่ดีอย่างโง้น อย่างงี้ครับ
ส่วนการพูดคุยระหว่างนักการตลาด และ ผู้บริโ คนั้น ผมว่า ทำเว็บขึ้นมาเลยครับเป็นเว็บกลาง ระหว่าง นักการตลาดกับผู้บริโ ค เป็นเว็บรวมแบรนด์สินค้าต่างๆ ทั่วโลก(หรือประเทศก่อนก็ได้) มาเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันครับ แล้วมี mod(ต้องเป็นคนกลาง) ในการตรวจสอบ แล้ว approve ก่อนที่ความเห็นจะปรากฎต่อสาธารณะครับ ซึ่งถ้าทำแบบนี้แบรนด์สินค้าต่างๆ ก็จะไม่กล้าที่จะเอาเปรียบเราแล้วครับ ตย.เหมือน tht ครับ ซึ่งถ้าผู้ให้บริการแย่ ลูกค้าก็จะมาบอกมากล่าวกันในบอร์ดครับ เล่นเอาไม่ต้องเกิดกันเลยทีเดียว อิอิ
ความคิดเห็นส่วนตัวของผมนะครับ กลัวปล่อยไก่ตัวโตครับ อิอิ
August 29th, 2008 at 7:03 am
คล้าย ๆ กับบอร์ดห้องโทรโข่งของ pantip.com ป่าวครับ